วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หวานเป็นลม-ขมเป็นยา (ต่อ)

เคยถูกถามอยู่บ่อยๆ ว่า ร่างกายต้องการน้ำตาลมิใช่หรือ แล้วทำไมชีวจิตจึงมาต่อต้าน กินน้ำตาล

มีสองคำถามนะครับ ขอตอบคำถามหลังก่อน

ชีวจิตไม่ได้ต่อต้านการกินน้ำตาลครับ เราเป็นแต่เพียงแนะนำว่า ควรจะรู้จักชนิดต่างๆ ของน้ำตาล ให้ดีเสียก่อน แล้วจึงบริโภคน้ำตาลให้ถูกวิธี

คำถามข้อแรกนั้นขอตอบว่า ร่างกายต้องการน้ำตาลนั้นถูกต้องแล้ว แต่น้ำตาลมีหลายชนิด ชนิดที่ร่างกายต้องการ มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือ น้ำตาลกลูโคส

กลูโคสนั้นในร่างกายเรามีอยู่เหลือเฟือ เพราะเวลาที่เรากินอาหารประเภทพวกแป้ง หรือ คาร์โบไฮเดรต เข้าไป ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งให้เป็นกลูโคสทันที

เมื่อเป็นกลูโคสแล้วก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต และเลือดก็จะนำกลูโคสไปเลี้ยงร่างกาย โดย เฉพาะสมอง ต้องการกลูโคสมาก เพราะกลูโคส เป็นพลังงานสำคัญ ไปเลี้ยงสมอง

และกลูโคสก็เป็นพลังงานขั้นต้นซึ่งร่างกายต้องนำมาใช้เวลาที่เราออกแรงทำงานต่างๆ และ สมองจะคิด จะทำงานได้โดยแจ่มใสสดชื่น ก็เพราะพลังงานจากกลูโคส

นี่คือประโยชน์ของกลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดเดียวที่ร่างกายต้องการ

น้ำตาลอื่นๆ เป็นอาหารส่วนเกิน และถ้ากินมากๆ จนเกิด “อาการติด” น้ำตาลเหล่านั้นก็เป็นโทษ แก่ร่างกาย อย่างมหาศาล

อย่างเช่นน้ำตาลขาวซึ่งกลายเป็นยาเสพติดอย่างหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ขณะนี้ เรากินของหวาน และติด ของหวานกินจนเจ็บป่วยมากมาย บางรายเจ็บป่วยหนักหนาจนต้องเสียชีวิต ก็เพราะติด น้ำตาลต่างๆ เหล่านี้

อาหารทุกอย่างต้องหวานหมด ขนม นม เนย เครื่องดื่ม ของกินเล่นต่างๆ ช็อกโกแลต ไอศกรีม ขนมเค้ก น้ำอัดลมต่างๆ ล้วนแต่หวานน้ำตาลทั้งสิ้น

ของหวานของไทยสมัยนี้ก็หวานจนแสบไส้ ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง สังขยา และแม้แต่ ของคาวก็หวาน แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แม้แต่ปลากรอบตัวเล็กๆ ทอดกรอบ แล้วก็ต้องเคลือบน้ำตาล

สถิติชาวอเมริกันกินน้ำตาลคนหนึ่งปีละ 150 ปอนด์ หรือเท่ากับข้าวสาร เกือบหนึ่งกระสอบ

ของไทยเราไม่เคยมีสถิติ แต่เชื่อว่าต้องเกินหน้าฝรั่งแน่นอน อย่างน้อยอาจจะถึงปีละ 2 กระสอบ ก็เป็นได้

น้ำตาลซึ่งเรารู้จักกันดีนอกเหนือไปจากกลูโคสก็คือ ฟรุตโตส (น้ำผึ้ง-น้ำตาลจากผลไม้) มอลโทร (น้ำตาล จากข้าวมอลต์) แล็คโตส (น้ำตาลจากนม) และซูโครส (น้ำตาลขาว ซึ่งกินมาจนติดเหมือน ยาเสพติดขณะนี้)

เฉพาะซูโครสหรือน้ำตาลขาวนั้น กว่าจะกลายเป็นอาหารยอดนิยมและกลายเป็น อุตสาหกรรมใหญ่ ทั่วโลก ขณะนี้ มีความเป็นไประยะยาวนาน และเป็นตัวสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางประวัติศาสตร์ ของหลายประเทศด้วย

ว่ากันว่า การทำน้ำตาลเริ่มในอินเดียตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสต์กาล สูตรการทำน้ำตาล ยังเป็นความลับ จนกระทั่งอินเดีย เริ่มส่งน้ำตาลไปขาย ในอาหรับ และเปอร์เซีย ในชื่อของ SUKKAR (น่าสนใจ ตรงที่เป็น ภาษาสันสกฤตว่า “สุขา” ที่แปลว่าความสุขหรือเปล่า) แต่ต่อมา ไปที่กรีกในชื่อ SAKHARON อิตาลีในชื่อ ZUCCHERO และฝรั่งเศสในชื่อ SUCRE (ที่น่าสนใจก็คือ น้ำตาล เป็นตัวสำคัญ ตัวหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการปฏิวัติจนมารีอังตัวเนตต์ พระสวามีพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และลูกๆ ถูกประหารชีวิตโดย กิโยตีน)

และปี 1764 อังกฤษขึ้นภาษีน้ำตาลสูงพรวดพราด โดยเฉพาะน้ำตาลที่ส่งไปขายอเมริกา และนี่ก็เป็น ชนวนสำคัญ อันหนึ่ง ที่ทำให้อเมริกาต่อสู้กับอังกฤษ และหลุดจากการกดขี่ และการเป็นเมืองขึ้น ของอังกฤษ

และน้ำตาลนอกจากจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกได้แล้ว ยังเปลี่ยนชีวิตของคน ปัจจุบัน ให้เจ็บป่วยเป็นโรคร้ายๆ หลายอย่าง เนื่องมาจากน้ำตาลได้อีกด้วย

เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วมา (1979-1981) ได้มีการอภิปราย-สัมมนาและค้นคว้า เรื่องน้ำตาล กันมากมาย เรียกได้ว่าได้มีการปฏิวัติ ในเรื่องอาหาร ที่มีน้ำตาล เกี่ยวข้องอยู่ด้วย โดยเป็นตัวสำคัญ ที่ทำให้เกิดโรค

กลุ่มนายแพทย์ ที.เอส. คานอฟสกี้ จากเพนซิลวาเนีย โรเบิร์ต วัตทิงตัน จากเซนต์หลุยส์ จี.อี.อิงกลิต และ เอส.ไอฟอลเกฮาก จากนิวยอร์ก ได้สรุปโทษของน้ำตาล ที่ทำให้เกิด โรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคอ้วน และโรคอื่นๆ อีกมากมาย

ได้มีการยกคำกล่าวของปู่ ย่า ตา ยายของฝรั่งที่กล่าวว่า “อย่ากินขนม ก่อนกินอาหารเย็น เพราะจะทำให้ กินอาหารไม่ลง” (SPOIL YOUR SUPPER) โดยอธิบายว่า คนโบราณ รู้โทษของ การกินน้ำตาล มานานแล้ว

นายแพทย์ เอช เคอร์ติส วู้ด จากนิวยอร์ก อธิบายว่า เมื่อกินของหวานเข้าไป ก่อนอาหารธรรมดา น้ำตาล จะเข้าไปเคลือบ ผนังกระเพาะอาหาร ทำให้น้ำย่อย ไม่สามารถ หลั่งออกมา หรือ หลั่งออกมาน้อย

นายแพทย์วู้ดยังกล่าวต่อไปอีกว่า ของหวานจะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เกิดอาการ เป็นกรด มากเกินไป ทำให้เกิดการบูด (FERMENT) ทำให้เป็นโรคกระเพาะ และทำให้อาหารไม่ย่อย อาหารเกิดเป็นพิษ

อาหารฝรั่งง่ายๆอย่างเช่น แซนด์วิชสัก 2 คู่ ตามด้วยกาแฟใส่น้ำตาลเพียง 1 ก้อน สามารถจะทำให้ อาหารในกระเพาะ เกิดบูด หรือ แฮมเบอร์เกอร์หนึ่งก้อน ตามด้วยน้ำอัดลม หนึ่งขวด จะทำให้ กระเพาะหยุดนิ่ง ไม่ทำงานเลย

แม้แต่อาหารตอนเช้าที่มีกลุ่มซีรีล (แป้งข้าวโพด แป้งข้าวสาลีกรอบ ทำเป็น เกล็ดเล็กๆ) ใส่นม และ น้ำตาล ก็จะทำให้อาหารนั้น กลายเป็นกรด และเกิดการบูดขึ้น อย่างแน่นอน นายแพทย์วู้ดกล่าว

หันมาดูอีกซีกโลกหนึ่งคือ ทางยุโรป ปรากฏว่าในสมัยเดียวกัน เมื่อ 20 กว่าปีมานี้ ก็มีการศึกษา ถึงผลร้าย ของน้ำตาลเช่นกัน

นายแพทย์จอห์น ยัคคิน ซึ่งเป็นอาจารย์ทางด้านชีวเคมี (BIOCHEMISTRY) และวิทยาศาสตร์ ทางอาหาร แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวว่า เขาได้รับการวินิจฉัย จากเพื่อน ซึ่งเป็นแพทย์ ด้วยกันว่า ป่วยเป็นโรค แผลในกระเพาะ มานานถึง 25 ปี

คำแนะนำจากแพทย์ซึ่งเป็นเพื่อนเหล่านั้นมีอยู่ว่า คงจะต้องผ่าตัด เอาส่วนของกระเพาะ ที่เป็นแผลออก แต่ในระหว่างนั้น ให้ดูแลตัวเอง โดยการทำตัว อย่าให้เครียด อย่าทำงานหนัก จนเกินไป กินอาหารแต่ละมื้อ ให้กินน้อยๆ แต่ให้กินบ่อยครั้ง มากกว่า 3 มื้อ

นายแพทย์ยัคคินก็ปฏิบัติตัวตามนั้นมาเรื่อยๆ และเขากล่าวว่า ยาที่เขาต้องกินมา ประจำถึง 25 ปี ก็คือยาลดกรด ซึ่งเขาก็กินมาเรื่อยๆ และก็รักษาตัวมาได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่ในขั้นสุดท้ายก็ปรากฏว่า ยาลดกรดเหล่านี้ ทำให้เขาอ้วน น้ำหนักขึ้น อย่างรวดเร็ว นายแพทย์ยัคคิน จึงคิดว่า เขาน่าจะรักษาตัวของเขาเอง โดยจัดโปรแกรม การรักษาขึ้นใหม่ ในโปรแกรมใหม่นี้ ที่สำคัญที่สุด ก็คือ เขาจะต้องงด กินของหวาน และน้ำตาล โดยเด็ดขาด เขาลองโปรแกรมใหม่ของเขา เพียงสองเดือน ปรากฏว่าโรคกระเพาะของเขา หายขาดไปเลย

+ต่อจากนั้น นายแพทย์ยัคคินก็เริ่มการรักษาโรคกระเพาะให้แก่คนไข้ ด้วยโปรแกรม ของเขา ที่ได้รับผลสำเร็จ มาแล้ว เขารับคนไข้ไว้ทั้งหมด 41 คน และให้งดกินของหวาน และ น้ำตาล หมดทุกคน ปรากฏว่า การรักษาได้ผลดี คนไข้หายเป็นปกติ

ต่อจากนั้น นายแพทย์ยัคคิน ก็เริ่มรณรงค์ขอคนไข้อาสาสมัคร เขาได้รับอนุญาต ให้ใช้โปรแกรม อาหาร ให้แก่กรมทหาร แห่งหนึ่ง และ ได้รับอนุญาต ให้ทดลองกับนักโทษ ในที่คุมขัง อีกแห่งหนึ่งด้วย

วิธีทดลองของเขาคือ แบ่งผู้ทดลองออกเป็นสองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มนี้ ในตอนเช้า จะต้องกลืน สายยางลงท้อง และถูกเอาน้ำย่อย ออกมาตรวจ หลังจากนั้น กลุ่มหนึ่ง จะให้อาหารตามปกติ โดยไม่มีของหวาน และน้ำตาลเลย อีกกลุ่มหนึ่งนั้น ให้กินของหวาน และ น้ำตาลได้ ตามใจชอบ

หลังจากกินอาหาร 15 นาที จะดูดเอาน้ำย่อยออกมาดูอีกครั้งหนึ่ง

ที่ทำอย่างนี้ เพื่อที่จะตรวจดูความเป็นกรดและดูระบบย่อยว่า มีอะไรผิดปกติไปบ้าง

ผลปรากฏว่า กลุ่มที่กินอาหารปกติ ไม่มีหวานและน้ำตาล ความเป็นกรดถูกต้อง และระบบการย่อย ดีหมดทุกอย่าง

แต่กลุ่มที่กินหวานและน้ำตาล ความเป็นกรดในกระเพาะเพิ่มขึ้น และเกิดอาการหมักหมม (บูด-FERMENT) ในกระเพาะบางคน เกิดอาหารเป็นพิษขึ้นด้วย

ตกลงเรื่องโทษของน้ำตาลตรงกัน ทั้งอเมริกา และยุโรป นะครับ.

ไทยรัฐ ๒๖ พ.ค. ๔๕ ชีวจิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น