วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ปากเหม็น-ตัวเหม็น อาจถึงตาย (2)

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
12 สิงหาคม 2544

ก่อนอื่นผมขอถือโอกาสพิเศษ แสดงความยินดีกับ นายแพทย์ วินัย วิริยะกิจจา ที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงคนใหม่ ของกระทรวง สาธารณสุข

อาจารย์วินัยเป็นผู้มีความสามารถ เป็นคนตรงและเป็นคนซื่อ ซึ่งว่ากันที่จริง ท่านควรจะได้ รับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยที่ กระทรวงสาธารณสุข ประสบกับปัญหาต่างๆ อย่างรุนแรง เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วมา

แต่เพราะกระแสการเมือง และระบบอาวุโส บวกกับระบบอะไร ต่ออะไรแล้วแต่ จะเอามาอ้างกัน ในสมัยนั้น ทำให้ท่านต้องรอมา จนกระทั่งคราวนี้ จึงได้รับตำแหน่ง ปลัดกระทรวง ฉะนั้น สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด ก็คือ ท่านจะมีโอกาส แสดงความสามารถ เต็มที่ ก็ในระยะสั้นเหลือเกิน เพราะปีหน้า ท่านก็จะครบเกษียณอายุแล้ว

ผลงานชิ้นหนึ่งซึ่งผมอยากจะขอสดุดีอาจารย์วินัย ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ก็คือ โครงการการแพทย์ทางเลือก และ การแพทย์แบบผสมผสาน สมัยที่ท่าน เป็นผู้รักษาการ ตำแหน่งปลัดกระทรวง ท่านเป็นคนแรก ของกระทรวงสาธารณสุข ที่แสดงความสนใจ การแพทย์ ทางเลือก และการแพทย์ แบบผสมผสาน และด้วย ความสนใจ ในด้านนี้ อย่างจริงจัง อาศัยอำนาจของ รักษาการปลัดกระทรวง ท่านก็ได้มีคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการ การแพทย์ทางเลือกขึ้นมา

การที่คิดจะเริ่มต้นงานใดๆ ในกระทรวง ที่ค่อนข้างจะ อนุรักษนิยม อย่างกระทรวงสาธารณสุขนี้ ต้องการความกล้าหาญ อย่างเหลือเกิน เพราะผู้เริ่มต้น จะต้องพบกับ กระแสต่อต้าน และ วิพากษ์วิจารณ์ อย่างรุนแรง แต่ อาจารย์วินัย ก็ได้จัดการก่อตั้ง คณะกรรมการชุดแรกขึ้น มาจนสำเร็จ

ต่อจากนั้น ท่านก็ต้องย้ายไปเป็นอธิบดี กรมสุขภาพจิต และถ้าใคร ได้สังเกต ดูการทำงาน ของ กรมสุขภาพจิต ในระยะนั้น ก็จะเห็น การเปลี่ยนแปลง และแนวการปฏิบัติ เชิงรุกใหม่ ของอาจารย์วินัย ซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง อาจารย์วินัย นำกรมสุขภาพจิต เข้าไปหา ประชาชน ได้อย่างงดงาม อย่างที่ ไม่เคยมีใคร ทำได้มาก่อน แนะแนวปฏิบัติ แก้ไขเรื่องความเครียด และการแก้ปัญหาชีวิต ให้แก่ประชาชน และที่สำคัญที่สุด ก็คือประชาชน เริ่มรู้สึกแล้วว่า การเจ็บไข้ ได้ป่วยนั้น เจ็บป่วยทางจิตใจ สำคัญพอๆ กัน หรือบางครั้ง ยิ่งกว่าเจ็บป่วย ทางใจด้วยซํ้า

สำหรับงานใน ด้านการแพทย์ ทางเลือกซึ่งท่านได้ ตั้งต้นไว้ ก็เจริญงอกงาม น่าชื่นใจ กรมต่างๆ ในกระทรวง เช่น กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กรมอนามัย อย. การแพทย์ แผนไทย สวรส. และ สปรส. ต่างก็จัดประชุม เรื่องการแพทย์ทางเลือก กันหลายครั้ง ท้ายสุดนี้ ก็ดูเหมือนจะเกิด พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติขึ้นมา และการแพทย์ ทางเลือก ก็จะเป็นการแพทย์ แขนงหนึ่ง ที่รวมอยู่ใน พ.ร.บ. สุขภาพนี้ด้วย

นั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สำหรับการแพทย์ของเรา และในขณะเดียวกัน ก็สำหรับ ประชาชนทั่วไปด้วย แต่ที่ผมยังห่วงอยู่ ก็มีอย่างเดียว ผมเคยเสนอไว้ ตั้งแต่ต้นว่า ควรจะมีศูนย์กลาง การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์ ผสมผสานขึ้น ศูนย์การแพทย์นี้ ควรจะเป็นศูนย์ ทางวิชาการ และเป็นศูนย์ ที่สอน และแนะนำ การบำบัดต่างๆ รวมทั้งวิธี วางแผนการรักษา ที่จบกระบวนการ ของการ เจ็บไข้ได้ป่วย ทุกชนิด ที่เข้ามา รับการรักษาด้วย

เมื่อไหร่จะมีศูนย์ที่ว่านี้เกิดขึ้นสักทีครับ

ผมมีเรื่องราวที่ จะคุยกันเรื่อง การแพทย์ทางเลือกนี้ มากมาย แต่เกรงว่า จะกินเนื้อที่ ในคอลัมน์นี้ มากเกินไป จะขอขยักไว้ พูดคราวต่อๆ ไป ดีกว่าครับ ขอลงท้ายไว้ตรงนี้ว่า

“มีใครบ้างไหมครับ ที่กล้าปฏิเสธความจริงที่ว่า ผมเป็นคนแรก ที่นำเรื่อง การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์ แบบผสมผสาน มาใช้ในเมืองไทย ถ้ามี ก็โปรดแสดงความกล้าหาญ แสดงตัวอย่าง เปิดเผยออกมาเถิด อย่าไปแอบนินทา ว่าร้าย บิดเบือนความจริง อยู่ลับหลังเลย คนที่ได้ กระทำอย่างนั้น ไม่ควรจะได้ชื่อว่า “แพทย์” ซึ่งควรจะมี ทั้งความรู้- ทั้งจริยธรรม และคุณธรรมนะครับ ไม่อับอาย ต่อเขาบ้างหรือไร”

ปากเหม็น-ตัวเหม็น ตอน 2

ขออภัยครับ คราวนี้ขอต่อเรื่องปากเหม็น ตัวเหม็น ต่อไปเลยครับ

นอกเหนือไปจากเรื่องฟัน และเหงือกแล้ว ก็น่าจะพูดกันถึง เรื่องอาหาร สักหน่อย

ผมเคยมีเพื่อนหญิงชาวเอเชียคนหนึ่ง หน้าตาน่ารัก แต่พอเข้าใกล้เข้า ทนไม่ค่อยได้ เพราะเธอมีกลิ่น คล้ายจะออกมา ทางเหม็นเขียว ตอนแรก ผมก็ไม่รู้ว่า เป็นกลิ่นอะไร และมาจากไหน แต่ตอนหลัง ก็สังเกตออกว่า พอเข้าใกล้เพื่อนหญิง คนนี้เมื่อไหร่ ก็จะได้กลิ่น แบบเหม็นเขียว เช่นนี้เป็นประจำ

ต่อมาเพื่อนหญิงร่วมห้องของเธอ ก็มาคุยกับผม เพราะเธอรู้ว่า ผมมีความรู้ ในด้านสุขภาพ และ ทางแพทย์ทางเลือก หลายอย่าง ผมจึงแน่ใจว่า กลิ่นเหม็นเขียว เป็นกลิ่นของ เพื่อนชาวเอเชีย คนนี้จริงๆ

เพื่อนของเธอบอกผมว่า เพื่อนหญิงคนนี้ไ ม่รู้ตัวว่า เธอมีกลิ่นแปลกๆ ติดตัว และก็เพื่อนๆ หลายคน โดยเฉพาะ เพื่อนชายของเธอ มักปลีกลี้ หนีหน้าเธอไป หลังจากคบกับเธอ ได้เพียงไม่กี่ครั้ง เธอเป็นคนดี น่ารัก ถ้าผมช่วยเธอได้ นอกจากจะช่วย ให้กลิ่นตัวของเธอ หายแล้ว ยังจะช่วยแก้ ปัญหาชีวิต เกี่ยวกับเพื่อนชาย ของเธอได้ด้วย

ในที่สุด เธอก็มาหาผม พูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ ว่า เธอไม่เคยรู้ มาก่อนเลยว่า เธอเป็นคน มีกลิ่นตัวแรง มีทางอะไรไหม ที่ผมจะช่วยเธอได้

อันที่จริงกลิ่นของเธอ ก็ไม่เชิงที่จะเป็นกลิ่นตัว คนที่ทำงานหนัก ออกแรง มีเหงื่อตลอดวัน และไม่ค่อยได้อาบน้ำ นั่นเป็นกลิ่นตัว ซึ่งมักจะเป็น กลิ่นเปรี้ยวอับๆ แต่กลิ่นของเธอ ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นกลิ่นฉุน ออกไปทางเหม็นเขียว และกลิ่นนั้น จะรุนแรง เวลาที่เธอมีเหงื่อ เวลาที่เธอหายใจแรงๆ ก็จะมีกลิ่น อย่างเดียวกัน ปนออกมาด้วย

ผมชวนเธอไปคุยกันสองต่อสอง บอกให้เธอ หายใจแรงๆ แล้วก็เอาจมูก ไปใกล้ๆ ไม่ต้องตกใจครับ ผมไม่ทำอะไร รุ่มร่ามดอก

แรกทีเดียวจะยังไม่ได้กลิ่นเหม็นเขียว แต่จะได้กลิ่นอ่อนๆ ของผงซักฟอก จากเสื้อผ้า ของเธอ พออากาศเริ่มอับ และค่อนข้างจะร้อน เธอจะมีเหงื่อซึม คราวนี้แหละ ได้กลิ่นเหม็นเขียว จางๆ ของเธอ และเมื่อ เธอหายใจ แรงขึ้นๆ ปรากฏว่า กลิ่นหายใจ ผสมกับกลิ่นผงซักฟอก จากเสื้อผ้า ของเธอ กลายเป็น กลิ่นเหม็นเขียว แปลกๆ ทันที

ผมบอกให้เธออ้าปาก แล้วหายใจทางปากด้วย ปรากฏว่า กลิ่นจากปาก ก็เหม็นเขียวด้วย

เอาล่ะครับ เป็นอันยุติได้ว่า กลิ่นนั้นมาจาก ภายในตัวของเธอ ผมนึกถึง เรื่องอาหาร การกินทันที

ผมซักถามเธอโดยละเอียด เกี่ยวกับอาหาร ที่เธอกิน เป็นประจำ และอะไร เป็นอาหาร จานโปรด ของเธอ ต้องขออภัย ที่จะไม่บอก เรื่องสัญชาติของเธอ แต่เธอยืนยัน เสียงหนักแน่นว่า อาหารของเธอ ง่ายมาก ออกจะราคาแพง แต่เธอเป็นคน ฐานะดี เธอจึงกิน อาหารง่ายๆ นี้เป็นประจำ

อาหารประจำก็คือ อาหารทะเล ซึ่งตัวนำก็คือปลา และรองลงมา ก็คือ หอย กุ้ง และปลาหมึก อาหารเหล่านี้ ปรุงง่ายๆ คือไม่ต้องปรุงเลย เธอบอกว่า เธอชอบกิน อาหารทะเลดิบๆ เป็นประจำ จิ้มกับซีอิ๊ว ผสมวาซาเบะ หรือ มัสตาร์ดเขียว ก้อนโตๆ

เธอเกือบจะกินอาหารทะเลดิบ เหล่านี้เปล่าๆ เพราะข้าวกินน้อยมาก หรือ แทบจะไม่กินเลย เธอบอกว่า เธอกลัวอ้วน ส่วนผัก และผลไม้ ก็ไม่กิน กินแต่ส้ม เป็นบางครั้งเท่านั้น

ผมดีดนิ้วมือเปาะ ได้การแล้ว เรื่องนี้แก้ได้ ง่ายนิดเดียว!

คุณผู้อ่าน (เก็บบทความฉบับนี้ไว้นะครับ มิฉะนั้น จะอ่านฉบับหน้า ไม่รู้เรื่อง).

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น