วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อันเนื่องมากจากความหวาน อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ (2)

ขอเล่าเรื่องนายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ ต่อนะครับ

สตีเฟน ไกแลนด์ เป็นนายแพทย์ ประจำอยู่โรงพยาบาลแทมปา มลรัฐฟลอริดา

ในระหว่างที่เขาเป็นแพทย์อยู่นั้น เขาป่วยด้วยโรคลึกลับ ซึ่งหาสาเหตุไม่ได้ โรคลึกลับนั้นก็คือ อาการเพลีย หมดแรง โดยไม่มีสาเหตุ นอกจากนั้น ยังมีอาการเวียนหัว และเป็นลม แถมด้วยอาการ มือสั่น ใจสั่น ความคิดสับสน ตื่นเต้นตกใจง่าย ความจำเสื่อม ปวดเนื้อ ปวดตัวอยู่ตลอดเวลา

โดยเหตุที่ตัวเองก็เป็นแพทย์อยู่แล้ว เขาจึงคิดว่า เขาน่าจะรักษาตัวเองได้ โดยเหตุที่เขาไม่รู้สาเหตุ ของอาการ แต่ละอาการ เขาจึงจำเป็น ต้องใช้ยาหลายขนาน เช่น ยาบำรุงแก้อาการ อ่อนเพลีย ยาแก้ปวดศีรษะ สำหรับอาการปวด และเวียนหัว ยาระงับประสาท และยากล่อมประสาท

แต่สิ่งที่เขาตกใจมากที่สุดก็คือ อาการที่เขาเป็นแต่ละอาการนั้น ไม่มีอะไร เกี่ยวข้องกันเลย เช่น การปวดเนื้อปวดตัว ไม่เกี่ยวกับการมือสั่น ใจสั่น และ อาการอ่อนเพลีย ไม่เกี่ยวกับ ความจำเสื่อม เป็นต้น

ถ้าเขาจะให้ยาแก้อาการแต่ละอาการ เขาจะต้องกินยานับเป็นสิบๆเม็ดต่อวัน และ ข้อสำคัญที่สุด ก็คือ เมื่อเขากินยาแก้ แต่ละอาการแล้ว เขากลับมีอาการแย่ลงๆ จนกระทั่ง กลายเป็นว่า เมื่อใดที่รู้สึก เพลียมากๆ เขาก็จะถึงกับเป็นลม หมดสติไปเลย

ไกแลนด์ได้ไปปรึกษาเพื่อนแพทย์ต่างๆหลายคน แต่ก็ดังที่ได้เล่าไว้ ในฉบับก่อนแล้ว เพื่อนแพทย์ แทบทุกคน จะบอกว่า ร่างกายเขา ปกติทุกอย่าง แพทย์บางคนบอกว่า เขาอาจจะเป็นโรคอุปาทาน แต่บางคน ก็บอกว่า เขามีเนื้องอกในสมอง ควรจะผ่าตัดด่วน

และแน่นอนที่สุด ไกแลนด์ไม่ยอมผ่าตัด และก็ไม่เชื่อว่า เขาเป็นโรคอุปาทาน การที่เป็นแพทย์ และการที่ป่วย ด้วยตัวเอง ทำให้เขาแน่ใจว่า เขาไม่มีเนื้องอก ในสมอง และเขาไม่ได้เป็น โรคอุปาทาน

แต่ที่เขาเดือดร้อนใจมากที่สุดก็คือ เขาถูกขอร้อง ให้ลาออกจากงาน หรือ จะพูดกันตรงๆ ก็คือ เขาถูกไล่ ออกจากงานนั่นเอง

เรื่องถูกออกจากงานก็เป็นเรื่องเดือดร้อนร้ายแรง อยู่แล้ว แต่ที่หนักหนาสาหัส ก็คือ เขาป่วยด้วย โรคลึกลับ มากว่าสิบปีแล้ว ยังไม่มีหมอ หรือยาอะไร ที่รักษาโรคลึกลับ ของเขาได้

สตีเฟน ไกแลนด์ ตกลงใจว่า เขาจะต้องค้นคว้าด้วยตนเอง ให้ได้ว่า โรคลึกลับ ของเขา คืออะไรแน่ และวิธีรักษา จะรักษาให้หายได้อย่างไร

เขาเริ่มค้นคว้ารายงานของการศึกษาของแพทย์ต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ เขาใช้เวลา ทั้งหมด จมอยู่กับ ห้องสมุด และตำรับตำรา การแพทย์ เป็นเวลาเกือบปี

และนั่นเอง เขาได้ค้นพบเอกสารชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JOURNAL OF THE AMERICAN MEDICAL ASSOCIATION 1924

บทความค้นคว้าชิ้นนั้น รายงานโดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ซีล ฮาริส ซึ่งได้ค้นพบว่า อาการของ โรคลึกลับนั้น คืออาการ น้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ HYPOGLYCEMIA นั่นเอง

อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่ง ศาสตราจารย์ซีล ฮาริส ค้นพบนั้น เป็นอาการของน้ำตาล ในเลือดลงต่ำ และขึ้นสูง อยู่ตลอดเวลา และอาการอ่อนเพลีย มักจะเกิดขึ้น ระหว่างที่น้ำตาลในเลือดต่ำ เมื่อน้ำตาลในเลือด กลับขึ้นสูง อาการเพลีย ก็จะหายไป แต่พอน้ำตาลในเลือดต่ำอีก ก็กลับเพลียอีก

สรุปแล้วในรายงานนี้ได้กล่าว ถึงอาการเพลีย ซึ่งโยงไปถึงระหว่างเวลา ที่น้ำตาลในเลือดต่ำ และ อาการที่เป็นนี้จะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอด เวลา และในครั้งนั้น ให้ชื่ออาการ นี้ว่า ไฮโปไกลซีเมีย หรือ น้ำตาลในเลือดต่ำ

ขอเล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ของเบาหวาน และน้ำตาล ในเลือดต่ำ ของโรคลึกลับ ว่ามีอาการ และสาเหตุ เกี่ยวกับน้ำตาลเกิดขึ้น ในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างน่าบังเอิญที่สุด

ศาสตราจารย์ซีล ฮาริส ได้รายงานอาการน้ำตาลในเลือดซึ่งขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลานี้ เมื่อปี 1924

แต่ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งปี เซอร์ เฟรดเดอริค กรานท์ แบนติ้ง และ ชาลส์ เฮอเบิต เบสท์ เป็นผู้ค้นพบ และสกัดอินซูลิน ออกมาได้สำเร็จ และได้รับรางวัลโนเบล เมื่อปี 1923

การสกัดอินซูลินออกมาได้ครั้งนั้น ปรากฏว่าเป็นการแก้อาการน้ำตาลในเลือดสูง ของผู้ที่เป็น เบาหวาน ได้ชะงัด แต่การใช้อินซูลินสกัด ในสมัยนั้น ยังไม่แพร่หลาย เพราะวิธีสกัด ต้องใช้สกัดจาก ตับอ่อนของวัว และหมู ซึ่งค่อนข้างยาก แก่การควบคุม (สมัยนี้ใช้การสกัดเทียมด้วยวิธี GENETIC ENGINEERING)

ฉะนั้น เมื่อเกิดอาการช็อกจากอินซูลินมากเกินไป จนคนไข้อาจจะเป็นลม กะทันหัน จนเข้าขั้นโคม่าได้ อาการของผู้ป่วยตอนนั้น ก็คืออาการน้ำตาลในเลือด ต่ำอย่างเฉียบพลัน ชื่อของอาการ HYPOGLY- CEMIA จึงเป็นอาการของผู้ที่ป่วย เป็นเบาหวานเท่านั้น

แต่ในขณะเดียวและระยะเวลาใกล้ๆกัน (ปี 1924) ซึ่งอาจารย์ซีล ฮาริส ค้นพบอาการ น้ำตาลในเลือดต่ำ ของโรคลึกลับ (เพลีย เหนื่อย เป็นลม ปวดเนื้อ ปวดตัวนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานเลย และคนก็ยังไม่รู้จักว่า โรคลึกลับนั้น มีอาการเหมือนกับ น้ำตาลในเลือดต่ำ ของคนเป็นเบาหวาน)

อีกประการหนึ่ง อาจารย์ซีล ฮาริส เขียนรายงานในวารสารการแพทย์เมื่อปี 1924 แล้วก็ไม่มี การค้นคว้าต่อ โรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ของโรคลึกลับ จึงค้างอยู่เพียงแค่นั้น จนกระทั่ง นายแพทย์ สตีเฟน ไกแลนด์ ได้ศึกษา ถึงรายงานเก่าๆ จึงได้ไปพบเข้า ปีที่นายแพทย์ไกแลนด์ ค้นพบนั้น คือ ปี 1953

ระยะเวลาที่น้ำตาลในเลือดต่ำของโรคลึกลับนี้ จึงขาดตอนไปถึง 29 ปี ตลอดเวลา 29 ปีนั้น คนไข้และแพทย์ทั่วๆ ไปก็รู้จักแต่ ไฮโปไกลซีเมียของโรคเบาหวาน และนี่เองก็คือ การเข้าใจผิด ของแพทย์ เบาหวานหลายคน ที่คิดว่า ไฮโปไกลซีเมีย ของโรคลึกลับ แบบที่สตีเฟน ไกแลนด์เป็นนี้ เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ สตีเฟน ไกแลนด์ ได้ค้นพบต่อไปว่า ผู้ป่วยด้วยโรคลึกลับนี้ มีอยู่มากมาย ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน! (ในสหรัฐอเมริกา)

ผู้ที่ป่วยนี้มีทั้งแพทย์และประชาชนทั่วไป ผู้ที่ป่วยทั่วไป คือคนที่ทำงานประจำ อยู่ในออฟฟิศ ใช้ชีวิต อยู่ในออฟฟิศ เป็นส่วนมาก อาหารการกิน เป็นอาหารแบบสำเร็จรูป และอาหาร แบบฟาสต์ฟู้ด ผู้ป่วยเหล่านี้ มักจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิต แบบคนสมัยใหม่

สตีเฟน ไกแลนด์ ยังได้ค้นพบอีกว่า ผู้ป่วยด้วยโรคลึกลับนี้ไม่เพียงแต่มีอาการเพียง 3-4 อย่าง คือ เพลีย นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ปวดเนื้อ ปวดตัว เท่านั้น

แต่ยังมีอาการป่วยต่างๆ ซึ่งสตีเฟน ไกแลนด์ รวบรวมไว้ได้ถึง 40 อาการ เป็นต้นว่า หัวใจเต้นผิดปกติ เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เป็นตะคริวบ่อยๆ เกิดอาการหิวอย่างรุนแรง คันตามผิวหนัง หายใจไม่ออก เป็นต้น

สตีเฟน ไกแลนด์ ยังได้ค้นพบอีกว่า สาเหตุสำคัญคือ เรื่องการกินอาหาร ผู้ป่วยมักจะกิน อาหารผิดๆ เนื้อ นม ไข่ มากเกินไป อาหารหวาน-มัน ของหวานไอศกรีม ขนมเค้ก ช็อกโกแลต น้ำอัดลม มากเกินไป

เมื่อพบสาเหตุสำคัญเช่นนี้ การแก้ก็ดูจะง่ายขึ้น.

ไทยรัฐ ๑๖ มิ.ย. ๔๕ ชีวจิต

2 ความคิดเห็น:

  1. แล้วโรคนี้จะมีอาการอ้วกด้วยมั้ยค่ะเพราะก่อนจะมีอาการเพลียเวียนหัวและปวดหัวตามมาดิฉันรู้สึกข้นท้องอยากอ้วกจากนั้นถึงเพลียไม่มีแรงน่ะค่ะ

    ตอบลบ
  2. ขอคำแนะนำด้วยคะ พ่อดื่มโอวันตินใส่นมข้นหรือน้ำตาลทุกเช้าหลายปีแต่จะทำงานหนักกลางแจ้งทุกวัน ชอบทานเนื้อสัคว์เช่นลาบเนื้อย่างอยู่ๆ ก็อ่อนเพลียลุกไม่ขึนทั้งวัน เดินขาพันกันไม่มีแรง เป็นโรคนี้มั้ยคะ ต้องทานยาอะไรเป็นห่วงมากคะ

    ตอบลบ