วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ตัวร้ายกลายเป็นตัวดี (3)

ถ้าดูรายการทำอาหารในโทรทัศน์ ระหว่างนี้ จะเห็นความเปลี่ยนแปลง หรือจะเรียกว่า ความตื่นตัวใหม่ๆ ในรายการทำอาหาร

แทนที่จะแสดงการทำอาหารอร่อยๆ แต่เพียงอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ก็มีการพูดถึงวิชาการทางด้าน วิทยาศาสตร์ทางอาหารมากขึ้น

อย่างเช่นรายการต่างๆ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีการเอ่ยถึงแคลเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกาย

ผมคิดว่าการแทรกเรื่องวิชาการเข้าไปกับเรื่องการทำอาหารเป็นเรื่องที่น่ายินดี

แต่ขอเพิ่มเติมสักนิดว่า คงจะต้องอธิบายให้ละเอียดมากกว่านี้สักนิดว่า สารอาหารต่างๆ ที่เอ่ยถึงนั้นจำเป็นสำหรับร่างกายอย่างไรบ้าง ถ้าร่างกายขาดสารอาหารเหล่านั้น จะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้ามีมากจนเกินไป จะเป็นโทษอย่างไรบ้างหรือเปล่า เหล่านี้เป็นต้น

พอดีผมกำลังเขียนเรื่อง “อาหารเป็นยาวิเศษ” อยู่ขณะนี้ เลยขอถือโอกาสผสมโรงไปถึงเรื่อง แร่ธาตุ ซึ่งท่านพ่อครัวหรือแม่ครัวในรายการโทรทัศน์หลายท่านกำลังเอ่ยถึงกันอยู่มากในระยะอาทิตย์ที่ผ่านมานี้

สารอาหารที่ถูกเอ่ยถึงกันบ่อย เหลือเกินคือ แคลเซียม (CALCIUM) ซึ่งก็แน่นอนว่า สารอาหารซึ่งเป็นแร่-ธาตุที่ร่างกายต้องการมากที่สุดนี้ก็คือ แคลเซียมนี่เอง

ความสำคัญของแคลเซียมก็คือเป็นตัวสร้างกระดูก เล็บ และฟันของเรา แคลเซียมทั้งหมดที่อยู่ใน ร่างกายของเรานั้น 99 เปอร์เซ็นต์ จะอยู่ที่กระดูก ฟัน และเล็บ อีกหนึ่งเปอร์เซ็นต์ จะอยู่ทั่วร่างกาย เพื่อช่วยในการทำให้เลือดแข็งตัว ช่วยในการกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยในการสร้างฮอร์โมนจากไทรอยด์ และช่วยทำงานร่วมกันกับวิตามินดี

แคลเซียมจึงมีความสำคัญอย่างเหลือเกินต่อการสร้างกระดูกของเรา และสำคัญอย่างเหลือเกินต่อการ สร้างสุขภาพที่สมบูรณ์ของร่างกายทั้งหมดของเรา

ด้วยเหตุนี้กระมังจึงมีการสนับสนุน กันเป็นการใหญ่ว่าคุณต้องกินแคลเซียม เด็กๆ ก็ต้องกินแคลเซียม คุณหนุ่มๆ คุณสาวๆ ก็ต้องกินแคลเซียม

และที่เห่อกันเป็นการใหญ่ขณะนี้ก็คือ “คุณผู้หญิงซึ่งอยู่ในวัยทอง” ทั้งหลาย ต้องกินแคลเซียม ซึ่งคุณหมอบางคนท่านบังคับว่าต้องกิน ไม่กินไม่ได้

ก็เลยเกิดเป็นแฟชั่นแบบหลับหูหลับตาว่า ต้องกินแคลเซียมกันเป็นการใหญ่

ตรงนี้แหละครับ ที่ผมอยากจะขอเตือนสักนิดว่า ก่อนจะกินแคลเซียมแบบหลับหูหลับตา ลองศึกษาเรื่องแคลเซียม และวิธีกินแคลเซียมกันสักนิดจะดีไหมครับ

อาหารทุกชนิดที่เรากินเข้าไปนั้น เมื่อมันเข้าปากเราเข้าไปแล้ว มันต้องเปลี่ยนแปลงไปจากรูปเดิม โดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่อาหารตามรูปแบบก่อนที่มันจะเข้าไปในปากของคุณ

อย่างเช่น หมูย่าง เมื่อมันเข้าปากของคุณเข้าไปแล้ว มันจะไม่ใช่หมูย่างต่อไป แต่มันจะเปลี่ยนรูปเป็น โปรตีน แล้วแตกตัวออกเป็น แอมมิโน แอซิค และไขมันแล้วจึงถูกดูดซึมเข้าไปอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายคุณ

หรือ ข้าว ซึ่งเราจัดว่าอยู่ในพวก คาร์โบไฮเดรต เมื่อเข้าปากไปแล้ว มันจะถูกย่อยตั้งแต่อยู่ในปาก กลายสภาพเป็นนํ้าตาลกลูโคส และถูกซึมซาบเข้าไปในเส้นเลือด เข้าไปเลี้ยงสมอง และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

แต่สำหรับ แคลเซียม (ไม่หมายถึง ชนิดที่ทำเป็นเม็ด) นั้น มันจะอยู่ในอาหารชนิดต่างๆที่เรากิน อย่างเช่นมีอยู่ในนม (แน่นอน นมแม่คือแหล่งอาหารวิเศษสุดในโลก) ถั่วเหลือง ปลาต่างๆ ถั่วลิสง วอลนัท เมล็ดทานตะวัน ถั่วบีน หรือหมายถึงถั่วที่มีฝักยาวๆ เช่น ถั่วฝักยาว ผักใบเขียวจัดๆ เหล่านี้เป็นต้น

แหละนี่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับความเข้าใจของการดื่มนม (วัว) เช่นกัน คำโฆษณาของพ่อค้านม ที่ชักชวนว่าคุณต้องดื่มนม มิฉะนั้นคุณจะขาดแคลเซียม ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดกันว่า แคลเซียมมีอยู่แต่ในนมเท่านั้น

แต่ความจริงแคลเซียมมีอยู่ในอาหารอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่นมนั้นมีอีกมากมาย

ขอเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งว่า กลไกของการกินอาหารนั้นมีอยู่หลายขั้นตอน ไม่ได้มีแต่เพียงขั้นตอนง่ายๆ ว่าเราเอาอาหารเข้าปากเคี้ยวๆ แล้วกลืนก็จบเรื่อง ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น

เพราะการกินอาหารนั้น เพื่อที่จะให้อาหารเข้าไปเลี้ยงร่างกาย ช่วยสร้างเลือด สร้างเนื้อ สร้างกระดูกให้กับตัวเรา อาหารสดๆ เช่น หมู เห็ด เป็ดไก่ จู่ๆ เข้าปากเราไปแล้วจะไป เลี้ยงร่างกายทันทีไม่ได้

ต้องผ่านขั้นตอนสำคัญๆต่อไปนี้คือ

1. กิน 2. เคี้ยวและย่อย 3. ดูดซึม และ 4. ถ่าย

ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่เพียง กิน ย่อย และถ่ายเท่านั้น แต่การดูดซึม (ABSORPTION) นั้น เราไม่ค่อยทราบกัน และไม่เข้าใจถึงความสำคัญของมันเลย

การดูดซึมนั้น จะเกิดขึ้นที่ผนังลำไส้เล็ก เป็นการดูดซึมเข้ากระแสเลือด แล้วนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

การเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายนี้ยังมีขั้นตอนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การเก็บหรือ สะสม อย่างเช่น แคลเซียม เมื่อถูกแยกออก จากอาหารและถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว ก็จะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ ในกระดูก ฟัน และเล็บ

แต่แคลเซียมมีปัญหาสำคัญต่อร่างกายคือ การดูดซึม ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไว้ในร่างกายได้เพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือประมาณเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ และออกทางเหงื่อ

นี่คือความลับดำมืดที่สำคัญของแคลเซียม และเมื่อรู้ความลับนี้แล้วจึงมาถึงความสำคัญ ของการ กินแคลเซียมที่ผมเตือนไว้แต่ตอนต้นว่า อย่ากินแคล-เซียมอย่างชนิดหลับหูหลับตากิน

ขออนุญาตต่อเรื่องกลไกของการดูดซึมตอนนี้ไว้อีกนิดนะครับ เพื่อที่จะได้ไปแนะนำวิธีกินแคลเซียมที่ถูกต้องให้ได้ประโยชน์ สูงสุดในฉบับหน้า

การดูดซึมของอาหารที่ย่อยและแตกตัวแล้ว (NUTRIENT ABSORPTION) นั้น จะเริ่มที่ส่วนต้นของ ลำไส้เล็ก และเมื่ออาหาร NUTRIENT เคลื่อนไปเรื่อยๆ ถึงตอนปลายลำไส้ ส่วนปลายลำไส้จะมี ด่างมากกว่ากรด และอาหารก็จะเป็นเศษอาหารหรืออุจจาระต่อไป

ในบรรดาสารอาหารต่างๆ นั้น แคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ช้ามาก แคลเซียมจึงถูกขับออกจากร่างกาย มากกว่าที่จะถูกเก็บสะสมไว้ จึงเกิดเป็นปัญหาการขาดแคลเซียม

ขอต่อฉบับหน้าครับผม จะได้อธิบายว่าแคลเซียมมากไปจะมีผลร้ายอย่างไร และการขาดแคลเซียม จะทำให้เกิด โรคร้ายอะไรบ้าง รวมทั้งวิธีกินอาหารและกินแคลเซียม (อย่างเม็ด) มากน้อยแค่ไหนจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด.

Copy right(c)2000 by Vacharaphol Co.,Ltd.
1 Viphavadirangsit Rd. Bangkok 10900 Thailand Tel.(662) 272-1030 Fax. (662) 272-1324

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น