วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ปากเหม็น-ตัวเหม็น- ถึงตายได้ (10)

ผู้ป่วยคราวนี้ รูปร่างลักษณะเหมือนกับคนที่กล่าวถึงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จนเกือบจะคล้าย เป็นฝาแฝด ผอมคล้ายกัน หน้าดำคล้ายกัน สูบบุหรี่จัดเหมือนกัน กินเหล้าจัดเหมือนกัน อาการเลื่อนลอยแบบ เดียวกัน ท่าทีที่แสดงออกแบบเดียวกันคือ ไม่สนใจอะไรต่ออะไรทั้งสิ้นในโลกนี้

แตกต่างกันนิดกับคนที่แล้ว คนหลังนี้อายุน้อยกว่าคนที่แล้วสัก 30 ปีเห็นจะได้ เขาอายุเพียง 50 แต่รูปร่างหน้าตาเหมือนคนแก่สัก 60-70

และเมื่อเขาบอกชื่อและประวัติคร่าวๆ ผมก็จำเขาได้ทันที คนนี้เมื่อสมัยอยู่มหาวิทยาลัย เขาเป็นนักกีฬาขึ้นชื่อ รูปร่างหล่อ สมาร์ท สาวๆ ติดกันเกรียว

แล้วทำไมเขาจึงเป็นเช่นนี้ มีอะไรหนักหนาสาหัสนักเชียวหรือ เขาจึงกลายเป็นคนที่ไม่รักชีวิต ไม่ห่วงชีวิต ปล่อยตัวไปตามบุญตามกรรม รูปร่างหน้าตาเหมือนคนจรจัดไม่มีผิด

ผมบอกให้เขานอนลง พอเข้าใกล้กลิ่นที่คุ้นเคยก็โชยเข้าจมูก เป็นกลิ่นเปรี้ยวๆเค็มๆและบูด ผมขอคลำท้องเขาดู ลองเคาะดูท้อง ประสบการณ์ส่วนตัวบอกให้ทราบว่า เขาต้องมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อย หรือเรียกกันแบบชาวบ้านก็คือเรื่องท้องไส้นั่นแหละ ถามเขาว่าท้องอืดบ่อยไหม โดยเฉพาะหลังจากกินอาหารแต่ละมื้อเข้าไปหยกๆ ท้องก็จะเกิดอาการอืดขึ้นมาทันที

เขาพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน และยังไม่ทันจะคุยอะไรกันต่อ เขาก็แสดงอาการประกอบให้เห็นทันทีคือ เรอเสียงลั่นออกมา พร้อมกันนั้น ขอประทานโทษครับ ก็ปล่อยเสียงออกมาด้านล่าง-ใช้คำอะไรดีเอ่ย ใช้ว่าปล่อยออกมาพลั่กเบ้อเร่อก็แล้วกัน

แหม คุณเอ๋ย นานๆ จะเจอทั้งหมัดทั้งเข่ายัดใส่หนักๆอย่างนี้สักที จะหันหน้าหนีก็ไม่ได้ ผิดมรรยาท ก็ต้องยิ้มกะเรี่ยกะราดบอกกับเขาว่า “แหมคุณนี่ช่วยผมไว้ได้มากเหลือเกิน”

ไม่ได้แกล้งพูดนะครับ เขาช่วยผมไว้ได้มากจริงๆ ช่วยไม่ให้ต้องเสียเวลามาก เสียงดังจากข้างบนและข้างล่างของเขานั้น บอกให้ผมรู้ว่ามีอะไรผิดปกติที่ตับ หรือที่ถุงน้ำดีแน่นอน เขาช่วยให้ผมได้วินิจฉัยการป่วยของเขาได้เร็วขึ้น

และเมื่อสอบถามประวัติเรื่องการกิน ถามชนิดของอาหาร รวมทั้งเรื่องของการดื่มเหล้า ซึ่งขณะนั้นไม่ต้องถามก็ได้ เพราะกลิ่นแอลกอฮอล์ที่สะสมอยู่ในร่างกายมานาน จะพลุ่งออกมาแตะจมูกอยู่ตลอดเวลา

ก็เลยแน่ใจว่าต้องมีปัญหาเกี่ยวกับตับและถุงน้ำดีแน่นอน

ก่อนอื่นก็ขอคุยเรื่องระบบย่อยเสียก่อนว่าไปยังไงมายังไงกันแน่

การแบ่งอาหารตามหลักโภชนาการนั้น เราจะไม่แบ่งออกเป็นเนื้อ เป็นหมู ไก่ หรือผักผลไม้ แต่เราจะแบ่งออกเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ

คาร์โบไฮเดรต-ไขมัน-วิตามินและแร่ธาตุ เคยพูดมาหลายครั้งแล้ว เพราะฉะนั้น คราวนี้ขอพูดถึงเรื่องโปรตีน ซึ่งเกี่ยวกับผู้ป่วยคนนี้โดยตรงก่อน โปรตีนแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ และโปรตีนจากพืช

จากเนื้อ สัตว์ก็ได้แก่ เนื้อ-หมู-ไก่-ไข่ และเนื้อสัตว์ อื่นๆอีก จากพืชก็ได้จากพวกถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ เป็นต้น และยังรวมพวกผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร เข้าไว้ด้วยกันอีก

ทั้งสองประเภทนี้ โปรตีนจากพืชดูจะเหมาะกับนิสัยของมนุษย์มากกว่า เพราะโครงสร้างของมนุษย์นั้น ธรรมชาติสร้างขึ้นมาให้มีระบบย่อยเหมาะแก่โปรตีนจากพืช แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ จะกินโปรตีน จากพืชอย่างเดียว ไม่กินโปรตีนจากเนื้อสัตว์เลย ร่างกายจะสร้างส่วนสำคัญที่สุดของ ร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อและเลือดไม่ได้สมบูรณ์เต็มที่

มนุษย์จึงควรกินโปรตีนจากสัตว์ได้บ้างเล็กน้อย โดยเหตุนี้ สูตรชีวจิตจึงให้กินอาหารปลา หรืออาหารทะเลได้บ้าง และก็กินเพียงเพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วนเท่านั้น จึงกินเป็นจำนวน เล็กน้อยเหลือเกิน คือ ประมาณอาทิตย์ ละครั้ง ครั้งหนึ่งถ้าเป็นปลาก็ประมาณ 200 กรัมเท่านั้นเอง

ตอนนี้ ขออธิบายถึงระบบการย่อยของเราสักนิด ปกตินั้นเวลาเรากินคาร์โบไฮเดรต เช่น พวกข้าว ขนมปังเข้าไป คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยทันทีตั้งแต่อยู่ในปาก ทั้งนี้ เพราะน้ำลายซึ่งเป็นเอนไซม์ ช่วยในการย่อย จะทำหน้าที่ย่อยแป้งและเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลกลูโคส ตั้งแต่อยู่ในปาก

ฉะนั้น ถ้าคุณเคี้ยวแป้ง-ข้าว หรือขนมปังช้าๆ ให้ละเอียด พวกแป้งเหล่านี้ก็จะถูกย่อยไว ไม่เหลือหลอให้เป็นภาระของกระเพาะต่อไป พอลงถึงกระเพาะก็จะผ่านไปถึงลำไส้ และดูดซึมเข้ากระแสโลหิตไปเลี้ยงร่างกายได้เลย

แต่โปรตีนไม่เป็นเช่นนั้น มันจะถูกย่อยยากกว่าคาร์โบไฮเดรตหลายเท่า โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ แม้ว่าเคี้ยวให้ละเอียดเพียงไร มันก็จะเพียงถูกบดให้ละเอียดเท่านั้น จะถูกย่อยตั้งแต่อยู่ในปากเหมือนแป้งและข้าวไม่ได้

ในขณะเดียวกัน สำหรับบางคน มันจะกลายเป็นโทษร้ายแรง เนื่องมาจากนิสัยการกินของ ท่านเหล่านั้น เกิดลักษณะการกินที่ดี ส่วนมากคนสมัยใหม่นั้น การกินผิดสุขลักษณะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ทราบว่าจะรีบร้อนกินไปถึงไหน เวลากินก็อยู่ในลักษณะ “เขมือบ” เอาแทบจะเคี้ยวไม่ได้เลย

เมื่ออาหารพวกเนื้อสัตว์เหล่านี้ตกถึงกระเพาะ ก็จะถูกย่อยขั้นต้น ซึ่งอันที่จริงไม่น่าจะเรียกว่า ย่อยด้วยซ้ำ เนื้อสัตว์ที่ลงกระเพาะไปนั้น จะถูกแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆ มากกว่า

กระเพาะของเราสร้างสิ่ง 2 สิ่ง ขึ้นมาสำหรับย่อยเนื้อสัตว์อย่างหนึ่ง คือ เอนไซม์ ซึ่งช่วยในการย่อยเรียกว่า เป็บซิน (PEPSIN) อีกอย่างหนึ่งคือ กรดชนิดรุนแรงมากเรียกว่า กรดไฮโดรคลอลิก (HYDROCHLOLIC ACID)

น้ำย่อยเป็บซินนั้น มีหน้าที่แบ่งโปรตีนออกเป็นชิ้นเล็กๆ-เล็กและละเอียดมากๆ เรียกว่าเป็บไทด์

ตอนนี้แหละครับที่ตัวนักเลงโตจะออกมาอาละวาด นักเลงโตตัวนี้คือ กรดไฮโดรคลอลิก ซึ่งเป็นกรดที่แรงมาก แรงขนาดที่ว่าเอาตะปูใส่เข้าไปสัก 2-3 ตัว กรดไฮโดรคลอลิกนี้ ก็สามารถกัดตะปูให้กร่อนไปได้ หรือถ้ากรดนี้โดนเสื้อโดนผ้า ผ้าก็ทะลุเป็นรู หรือว่าเกิดมีใครพิเรนทร์เอากรดนี้มาสาดหน้า ก็รับรองเหวอะหวะหน้ากลายเป็นผีไปได้ ทันทีนั่นแหละครับ

ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากว่าอาหารที่ลงสู่กระเพาะมีเชื้อโรคหรือเชื้ออะไรที่มันมีชีวิต มันก็จะถูกกรดนี้ ทำลายลงหมด นั่นเป็นด่านปราการที่ดีที่สุดที่จะช่วยกำจัดศัตรูของร่างกาย และตอนนี้แหละอาหาร ที่เริ่มละเอียดเป็นเป็บไทด์แล้วก็จะยิ่งละเอียดมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงสภาพที่จะแตกตัวออกเป็นแอปโน แอซิด ซึ่งจะกลายเป็นเนื้อเป็นเลือดในร่างกาย

และตอนนี้แหละที่อาหารที่เริ่มย่อยลงบ้างแล้วจะต้องเคลื่อนไปสู่ตอนต้นของลำไส้เล็ก ที่เรียกว่าดิวโอดีนัม (DUODENUM) และตอนนี้อีกเหมือนกันซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่สุดของการย่อย นั่นก็คือ น้ำย่อยและน้ำดีจากตับ จากถุงน้ำดี จากตับอ่อน จะต้องช่วยกันวิ่งจู๊ดออกมาที่ตอนต้นของลำไส้เล็กนี้ และช่วยกันย่อยโปรตีนและไขมัน ให้มันกลายเป็นกรดแอมิโน (AMINO ACIDS)

และถึงขั้นนี้แล้วนั่นเอง อาหารทุกอย่างที่ย่อยแล้ว จึงจะกลายเป็นเลือดเป็นเนื้อ เป็นพลังของเราได้อย่างสมบูรณ์

เพราะฉะนั้น ต้องช่วยกันเข้าใจให้ถูกต้องเสียตั้งแต่ตอนนี้ ที่เชื่อว่าทุกอย่างต้องย่อย ในกระเพาะ หมดนั้น เป็นการเข้าใจผิดอย่างจังเลยแหละขอรับ

เอาละครับ เมื่อรู้หน้าที่ย่อๆ ของปาก กระเพาะ ลำไส้ ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อนแล้ว ทีนี้ก็มาถึงตัวปัญหา ที่ทิ้งไว้ ตอนต้นว่า ที่คุณพี่หน้าไม่ยอมยิ้ม แล้วพอผมกดท้องคุณพี่ก็ปล่อยทั้งเสียงและ กลิ่นออกมาทางปาก และทางก้นพร้อมกันนั้น บอกอะไรให้ผมรู้ และเกี่ยวอะไรกับอวัยวะต่างๆ ที่ผมพูดถึงเมื่อครู่นี้ ตอบได้ดังนี้

1. กลิ่นที่ออกมาจากทางปากและก้นพร้อมๆ กันนั้น บอกให้ผมรู้ว่า อาการป่วยของคุณพี่ คนนั้นเกี่ยวข้อง กับความผิดปกติของตับและถุงน้ำดีแน่นอน

2. เรื่องตับและถุงน้ำดี เป็นเรื่องค่อนข้างจะร้ายแรงอยู่แล้ว แต่ผมเกรงว่ามันจะไม่หยุดอยู่แต่เพียงนั้น ถ้าเอาประวัติเรื่องอาหารการกินกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมาร่วมพิจารณาด้วย อย่างเช่นสูบบุหรี่จัดและดื่มเหล้าหนักทุกวัน และลองตรวจต่อไปให้ละเอียดกว่านี้ เกรงว่าจะพบว่าป่วยร้ายแรงมากกว่าเรื่องของตับและถุงน้ำดีแต่เพียงอย่างเดียวแน่นอน อาจจะถึงเรื่องมะเร็งตับด้วยได้

ทั้งนี้ เพราะอะไรอาการของกลิ่นเหม็นของตับ-ถุงน้ำดีเหล่านี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ปกตินั้นตับจะผลิตน้ำดีอยู่ตลอดเวลา และเมื่อผลิตแล้วก็จะส่งไปเก็บน้ำดีชนิดเข้มข้นไว้ที่ถุงน้ำดี และน้ำดีจะต้องไหลลงสู่ ลำไส้เพื่อเคลือบโมเลกุลของโปรตีนและไขมันในลำไส้

การเคลือบนั้นเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้น้ำย่อยจากตับอ่อนมาย่อยโปรตีนและไขมันต่อไปได้ เมื่อย่อยได้แล้ว อาหารทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์ไปเลี้ยงร่างกายได้เต็มที่ ก็ได้เลือดได้เนื้อที่สมบูรณ์ มาต่อชีวิตของคน คนนั้นได้เป็นปกติสุขต่อไป

แต่ถ้าน้ำย่อยจากตับและถุงน้ำดีไม่มาเคลือบโปรตีนและไขมัน น้ำย่อยจากตับอ่อนก็ย่อยโปรตีน- ไขมันนั้นไม่ได้ อาหารก็ตกค้างกลายเป็นอาหารไม่ย่อย และก็เกิดบูดเน่ากลายเป็นท็อกซินขึ้นมา และก็กลายเป็นแก๊สออกทางปากและทางก้น เป็นระเบิดเถิดเทิงเหมือนพลุตะไลงานปีใหม่ด้วย ประการฉะนี้

แถมอีกนิด แล้วทำไมน้ำดีจากตับ-ถุงน้ำดี จึงไม่มาทำงานเล่า ดูจากพฤติกรรมของคุณพี่ซี่ ทั้งเหล้าและบุหรี่ที่ซัดเข้าไปทุกวันนั้น มันเข้าไปทำลายเซลล์ที่ตับทีละน้อยๆ ไม่ช้าตับก็ ผลิตน้ำดีได้น้อย หรือไม่ได้เลย ท้องก็เลยอืด แก๊สก็ระเบิดออกทั้งทางปากทางก้นแล

แต่ที่เป็นห่วงหนักก็คือ กลิ่นอย่างนี้บอกให้รู้ว่าป่วยเรื่องตับและถุงน้ำดี และถ้าเช็กแล้ว เป็นมะเร็งแน่นอน จะทำอย่างไรดี.

ไทยรัฐ ๑ ต.ค. ๔๔

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น