วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แก้หวานแล้วก็ต้องแก้เค็ม (2)

ขอสรุปเรื่องเกลือไว้สั้นๆ ก่อนจะเขียนเรื่องรายละเอียดของเกลือต่อไป ข้อสรุปตอนนี้ มีอยู่ว่า “กินเกลือ หรือกินเค็มมากๆ เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการ ความดันโลหิตสูง และ เป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ของการเป็นโรคไต และโรคหัวใจ”

ที่ผมสรุปตอนนี้ไว้ก่อน ก็เพราะมีการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับอาหารเค็ม หรืออาหาร ที่มีเกลือ เป็นตัวสำคัญนั้น ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ เกิดโรคมะเร็งได้ด้วย โดยเฉพาะ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ใหญ่

นอกไปจากมะเร็งของลำไส้ใหญ่แล้ว ยังมีหลักฐานจากการค้นคว้าอีกด้วยว่า มะเร็งตับ ถุงน้ำดี หลอดอาหาร และกระเพาะนั้น เกลือหรืออาหารที่เค็มๆ ก็มีส่วนทำให้เป็นมะเร็งเหล่านี้ ได้อีกเช่นกัน

ทั้งนี้ เป็นผลของการค้นคว้าของกลุ่มนายแพทย์ เอฟ เอ็ม แซ็คส์ และชาลส์ ซิม โมนส์ และได้รายงาน ไว้ในวารสารการแพทย์ ของสมาคม แพทย์อเมริกัน ฉบับที่ 246 ปี 1981

อันที่จริงสาเหตุของการเป็นมะเร็งนั้น มีการค้นคว้ามานานแล้วว่า อาหารหลายชนิด มีส่วน เกี่ยวข้องอยู่ด้วย แต่คราวนี้ได้มีการยืนยันแน่นอนว่า เกลือและอาหารเค็มๆ นั้น ทำให้เป็นมะเร็ง ได้อีกเหมือนกัน

ตกลงเกลือและอาหารเค็มนั้น มีส่วนสำคัญและโดยตรงกับการป่วยด้วยความดันโลหิตสูง โรคไต และ โรคหัวใจได้ อาการป่วยของโรคเหล่านี้ ได้รับการยืนยัน จากวงการแพทย์ มานานกว่า สามสิบปีแล้ว

แต่สาเหตุที่เกลือทำให้เกิดเป็นมะเร็งด้วยนั้น เพิ่งจะมารู้กัน เมื่อไม่กี่ปีมานี้

ปัญหาที่น่าคิดก็คือ ถ้ากินเกลือหรือกินเค็มมากๆ แล้ว จะเป็นโรคหัวใจก่อน หรือ มะเร็งก่อน หรือว่า จะเป็นพร้อมๆ กันทั้งสองโรคเลย

คำตอบน่าจะเป็นว่า คงจะเริ่มต้นด้วยการป่วยเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง โรคไต และ โรคหัวใจก่อน

มีการทดลองของนายแพทย์ อาร์บี เชคเกล และ ไอ.เจอร์ แมน ซึ่งเป็นแพทย์กลุ่มเดียวกับ เอฟ เอ็ม แซ็คส์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เกลือนั้นทำให้เกิดอาการของความดันโลหิตสูง ได้รวดเร็วเหลือเกิน

แพทย์ทั้งสองท่านได้ทดสอบการกินอาหารของชาวนอร์เวย์ โดยให้กลุ่มชาวนอร์เวย์ ที่เป็น กลุ่มนิยม มังสวิรัติ ลองกินเนื้อสัตว์ล้วนๆ เป็นเวลาสองอาทิตย์

เนื้อที่ให้กินเป็นการทดลองนี้ มีทั้งเนื้อแบบ สเต็กและเนื้อเค็มชนิดต่างๆ เช่น เบคอน ไส้กรอก เหล่านี้ เป็นต้น

เมื่อกินเนื้อครบสองอาทิตย์ก็เจาะเลือดไปตรวจ ปรากฏว่า

คอเลสเทอรอลของผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรมทดลองนี้ ขึ้นสูงกว่าเดิมถึง 19%คอเลสเทอรอล สูงขึ้นทันที ภายในเวลาสองอาทิตย์นี้ ต้องนับว่า ขึ้นเร็วอย่างผิดปกติ และ การขึ้นถึง 19 % นี้ก็ต้องนับว่า เป็นปริมาณที่สูงมาก เช่นกัน

ขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า ที่กินเนื้อทำให้คอ-เลสเทอรอลสูง เพราะเกี่ยวกับเกลือนั้น ก็เพราะเนื้อ สัตว์โดยเฉพาะเนื้อวัวนั้น มีทั้งโปรตีน และไขมัน และ ก็ต้องมีแร่ ธาตุกลุ่มเกลือปนอยู่ ด้วย นอกไปจากนั้น นอกจากสเต็กแล้ว ผู้ทดลองก็ยังกิน เนื้อเค็ม ประ-เภท เบคอน ไส้กรอก ซึ่งมีเกลือปน อยู่ปริมาณมากๆ ด้วย

กินเค็มอย่างไรจึงเรียกว่าเค็มมาก การจะนับว่าเค็ม มากเค็มน้อยนั้น เราต้องวัดดูว่าสัดส่วนของเกลือที่ กินเข้าไปมีส่วนเท่ากับน้ำที่ดื่มเข้าไปมากน้อยเพียงใดด้วย

ถ้าคุณกินน้ำวันหนึ่งๆ สักสองลิตร (ก็ราวๆ 8 แก้ว) ต่อวัน และคุณกินเกลือวันหนึ่ง ไม่เกินหนึ่งกรัม ก็แสดงว่า คุณกินเค็ม ในปริมาณที่พอดีๆ แล้ว

แต่รับรองครับว่าคนไทยเราสมัยนี้ กินเค็มมากเกินปริมาณที่วางไว้นี้ อย่างน้อย ก็ถึงสิบเท่า

อย่าลืมนะครับว่า เค็มในที่นี้ไม่ได้หมายความ ถึงเกลืออย่างเดียว แต่หมายถึง ซอส น้ำปลา ซีอิ๊ว และ ยังรวมถึง อาหารของไทย แบบพื้นบ้าน เช่น กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เครื่องดอง ของเค็มต่างๆ

แล้วยังแถมอาหารกินเล่น ถั่วกรอบ มันกรอบๆ และแม้แต่อาหารหวานต่างๆ ก็ยังต้องมีเค็ม ปนอยู่ด้วย ไม่มีเว้น

คนไทยเรากินอาหารเค็มมากๆ มาตั้งแต่ เล็กแล้วครับ ยิ่งสมัยนี้นิยมอาหาร ฟาสต์ฟู้ด หรือ อาหารจานด่วน กันมากเหลือเกิน พวกเด็กๆ สมัยใหม่ของเรา กินเค็มกันมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วครับ

ฉะนั้น ความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคหัวใจ จึงน่าจะตั้งต้น ในคนไทยเรา มาตั้งแต่ เล็กๆ แล้ว

เมื่อมีอาการหรือความโน้มเอียงตั้งแต่เล็กๆ และพฤติกรรมหรือนิสัยการกินของเรา ไปติดอยู่ กับรสชาติ ของอาหาร ซึ่งต้องมีรสจัด หวานจัด เค็มจัด อย่างนี้ด้วยแล้ว บั้นปลายของชีวิต ก็คงจะหนักหนา สาหัสด้วยโรคไต โรคหัวใจ โรคอาไทรทิส (กระดูก-ข้อต่ออักเสบ) รวมไปถึง โรคของสมอง เช่น เส้นโลหิต ในสมองแตก หรือ อุดตัน เป็นต้น

ถ้าหากหลุดจากโรคเหล่านี้ไปได้ ก็อย่านึกว่าจะปลอดภัยนะครับ เพราะยังมีมะเร็ง รออยู่

การป้องกันนั้นพูดง่ายแต่ทำยาก นั่นก็คือ ลดเค็มโดยเด็ดขาด เกลือหรือเค็ม ปริมาณไม่เกิน หนึ่งกรัมต่อวันนั้น สำหรับคนที่ติดเค็มอยู่แล้ว ยากนักหนา ที่จะปฏิบัติได้ เพราะจะเหมือนกับ กินอาหารทุกอย่าง แบบจืดสนิท ตลอดเวลา

ลองแก้ง่ายๆ ด้วยวิธีกินอาหารทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าคุณโดยไม่เติมอะไรเลย จะดีไหมครับ ถ้าคุณแก้นิสัย ก่อนจะกินอาหาร ต้องคว้าขวดน้ำปลาไว้ก่อนได้ ไม่ช้าคุณก็จะค่อยๆ ลดการติดเค็มได้

อาทิตย์นี้ขอแถมข่าวคราวเรื่องการแพทย์ ทางเลือกและการแพทย์แบบ ผสมผสาน ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฮิต อยู่ขณะนี้ อีกนิดหนึ่งครับ

ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังมีโครงการที่จะตั้งกรมใหม่ขึ้นมา เพื่อรองรับเรื่องการแพทย์ ทางเลือก และการแพทย์ ผสมผสาน พอดีกับนโยบาย ใหม่ของรัฐบาล เรื่องการปฏิรูป กระทรวง ทบวง กรม กำลังเข้าสู่ การพิจารณา ของรัฐสภาพอดี

ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เมื่ออาทิตย์ ที่แล้ว เกี่ยวกับการพิจารณา ข้อมูลการแพทย์ทางเลือก

การอภิปรายและแสดงความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ทางเลือก มีข้อคิด ที่น่าสนใจ มากครับ แต่โดยเหตุ ที่จะเป็นการผิดมารยาท เป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากผม จะเอาเรื่อง ของการประชุม มาพูดเปิดเผย ในที่นี้ เพราะฉะนั้น ผมจะไม่พูด ถึงการประชุม แต่อยากจะเน้น ความเห็นส่วนตัว ของผม เกี่ยวกับการแพทย์ ทางเลือกไว้ดังนี้

1. การแพทย์ทางเลือกหลายๆ แนวทาง ซึ่งผู้รู้ (จริงๆ) ได้รวบรวมแนวทางแขนงต่างๆ ของการแพทย์ ทางเลือกไว้แล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับแพทย์และประชาชน เพราะแพทย์มีทางเลือก ในการให้การรักษา มากขึ้น และประชาชน ก็มีทางเลือก ที่จะเลือกการแพทย์ ที่เหมาะกับ ความต้องการ ของตนเอง มากขึ้นด้วย

2. ไม่ควรเอาเรื่องชาตินิยมเข้ามาเป็นข้อต่อรองในการที่จะโน้มน้าวว่า กรมใหม่นี้ ควรจะชื่อ ว่าอย่างไร และเป็นของใคร แต่ควรจะพิจารณาว่า การแพทย์ทางเลือก จะทำประโยชน์ ให้กับประชาชน ได้มากที่สุดอย่างไร และแบบแผนต่างๆ ของการแพทย์ทางเลือกนั้น ควรจะเป็นเช่นไร มากกว่า.

ไทยรัฐ ๒๘ ก.ค. ๔๕ ชีวจิต

ของแถมสำหรับโรคลึกลับ

ได้บอกสูตรวิธีรักษาโรคลึกลับ หรือ HYPOGLYCEMIA หรือ CFS ไปแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อน 4 สูตรแล้วนะครับ

วันนี้ขอแถมวิตามินอีกตัวหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่อง CFS แล้ว ยังจะช่วยในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ทำให้สวยขึ้น หรือหล่อขึ้นอย่างนี้ เป็นต้น

วิตามินแถมตัวนี้ คือ FOLIC ACID ครับ

โฟลิค แอซิค เป็นตัวสำคัญตัวหนึ่งในการช่วยสร้างเลือด ผู้ที่ป่วยด้วย CFS หลายคน มีอาการ ของโลหิตจาง ฉะนั้น วิตามินตัวนี้ จึงช่วยเรื่องโลหิตจาง ของผู้ป่วย CFS ได้ด้วย

นอกไปจากนั้น เวลาคุณกินอาหารประเภทโปรตีนเข้าไป ซึ่งปกติเป็นอาหารที่ค่อนข้าง จะย่อยยาก อยู่แล้ว คุณต้องการโฟลิค แอซิค ไปช่วยในการย่อยโปรตีน และเมื่อย่อยแตกตัวเป็น แอมิโน แอซิค แล้ว ยังจะต้องอาศัย โฟลิค แอซิค ไปช่วยในการที่โปรตีน จะไปสร้างกล้ามเนื้อ และสร้างเลือดอีก

อีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ช่วยในการสร้างดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ (DNA/RNA) ซึ่งสองตัวนี้ มีความสำคัญ ในการสร้างเซลล์ เซลล์ที่จะเกิดใหม่ จะเแข็งแรงเหมือนเก่า ต้องอาศัย ดีเอ็นเอ และอาร์เอ็นเอนี้

สองตัวนี้แหละคือตัวช่วยชะลอความแก่ ฉะนั้น ถ้าหากจะพูดแบบเอาบุญเอาคุณ ตอนนี้ ก็พอ จะพูดได้ว่า โฟลิค แอซิค ช่วยชะลอ ความแก่ได้ด้วย

คุณภาพต่อไปนี้ต้องถือว่าเป็นคุณภาพพิเศษนอกเหนือไปจากช่วยแก้เรื่อง CFS

นั่นคือ คุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือแม่ลูกอ่อน ถ้าคิดจะให้ลูกกินนมแม่ อย่าลืมกินโฟลิค แอซิค ด้วย กินสักวันละเม็ดก็พอ

อย่าลืมนะครับ ผู้หญิงสมัยใหม่และทันสมัย เขาเลิกให้ลูกกินนมขวดและนมผงกันแล้ว เพราะได้พิสูจน์ และมีการ ศึกษากันแล้วว่า ถ้าให้ลูกดูดนมแม่ แล้วนมจะไม่สวยนั้น ไม่จริงเลย

นอกไปจากนั้น ลูกที่กินนมแม่ ยังแข็งแรง ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ เหมือนอย่างเด็ก ที่เป็นลูกวัว สมัยนี้ (ก็-ก็-กินนมคน ก็เป็นลูกคนแหละ ถูกไหมครับ)

อีกประการหนึ่งซึ่งดีมากๆ เลยสำหรับท่านที่ชอบกินอาหารจานด่วน เนื้อ นม ไข่ มากๆ ก็คือ ถ้าคุณกิน อะไรผิดๆ เข้าไป คุณเกิดอาหารเป็นพิษ โฟลิค แอซิค จะช่วยป้องกันได้ หรือ ถ้าเกิดจะท้องเสีย ท้องเดิน เพราะอาหารเป็นพิษ ก็จะมีอาการน้อยหรือไม่มีเลย

และถ้ามีไข่พยาธิในท้อง ก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้พยาธิลุกลามได้อีก นั่นแน่ ทีนี้สำคัญ คุณสาวๆ หรือ คุณหนุ่มหล่อ จะชอบตอนนี้มากก็คือ โฟลิค แอซิค ช่วยให้ผิวคุณสวยเป็นพิเศษ

ก็ทำไมจะไม่สวยเล่าครับ โฟลิคบำรุงเลือดคุณอยู่แล้ว เมื่อเลือดฝาดสมบูรณ์ ผิวก็ย่อมสวย และ โฟลิค ยังช่วยรักษาผิวไว้ด้วย รับรองว่า ผิวของคุณจะไม่แตก ไม่แห้งง่ายๆ

แล้วยังเส้นผมอีกเล่าครับ ยาบำรุงทั้งหลายต่อหลายสูตรนั้น ขาดโฟลิคไม่ ได้เลย ถ้าคุณกิน เป็นประจำ ก็เชื่อได้ว่า ผิวและผมของคุณจะต้องสวยแน่นอนแต่ถ้าจะให้ผมสวยเต็มที่ ควรจะกิน วิตามิน B5 และ PABA ร่วมด้วยนะครับ

เวลาที่คุณไปทำอะไรจนหมดแรง (ไม่รู้ล่ะ คุณทำอะไรก็ไม่รู้ของคุณ จนหมดแรงนั่นแหละ) ก็กินโฟลิค วันละเม็ดติดๆ กันสักหนึ่งอาทิตย์ ก็จะรู้สึกดีขึ้น เป็นคนละคนเลย

ข้อต่อไปนี้ สำหรับคุณผู้ชาย

ถ้าคุณชอบกินเหล้า (มากหน่อยละ เอา เป็นว่ามื้อละครึ่งแบน อย่างนี้เป็นต้น คุณต้องกินโฟลิค แอซิค เพิ่มแล้วล่ะ อาจจะต้องกินวันละ 2 มื้อ เช้า เย็น มื้อละ 1 เม็ด เม็ดละ 100 ไมโครแกรม

แต่ถ้าหากคุณกินเหล้ามากกว่านี้ วันละแบนอย่างนี้ เป็นต้น และกินทุกวันเสียด้วย อย่าเสียเวลา ไปเสาะหา โฟลิค แอซิค เลยครับ ผมว่าคุณเตรียมไปจองวัด ซึ่งค่าเมรุถูกๆ ดีกว่า (ต้องถูกๆ ครับ เพราะคุณจะสิ้นเนื้อ ประดาตัวเพราะค่าเหล้า จนกระทั่ง ไม่มีเงินเหลือ ค่าเมรุแน่นอน)

นี่เป็นของแถมตัวที่หนึ่ง คือ FOLIC ACID นะครับ ก็อยากจะแถมของแถมอีกตัวหนึ่ง คู่กันคือ B12

B12 นี่ก็เป็นวิตามิน ซึ่งช่วยบำรุงเลือดเช่นกัน และ B12 ยังจำเป็นสำหรับ ความเจริญเติบโต ของเด็กอีกด้วย

ว่ากันที่จริงวิตามิน B12 นั้น เป็นที่รู้จักกันมานาน และเป็นวิตามินซึ่งได้ชื่อว่าเป็นวิตามิน ซึ่งสามัญ เหลือเกิน

โดยเหตุที่เป็นวิตามินสามัญอย่างนี้แหละ ถ้าเราไม่รู้จักเคล็ดลับ กิน B12 แบบธรรมดาสามัญ ก็คงจะช่วย ในเรื่องสร้างเลือด แต่เพียงอย่างเดียว

แต่ถ้าหากได้กินคู่กับโฟลิค แอซิค ความมหัศจรรย์บางอย่างจะเกิดขึ้น คือ

1. เรื่องการเพิ่มเลือดของคุณจะดีขึ้น และสร้างเลือดได้เร็วขึ้น

2. ช่วยดึงพลังงานจากไขมัน โปรตีน และโปรตีนมาใช้เป็นพลังได้ดีนัก ฉะนั้น ในด้านนี้ จึงเป็น ประโยชน์โดยตรง สำหรับคุณๆ ที่ กลัวอ้วน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ชอบ เข้าคลินิก ลดความอ้วน ลองใช้สูตร โฟลิค แอซิค+กับ B12 ดูบ้างซีครับ

3. ยังช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น และข้อซึ่งผมชอบมากๆ ก็คือ ช่วยให้สมาธิดีขึ้น สำหรับท่าน ที่ป่วยเป็นโรคทางสมอง หรือเกิดความพิการทางสมอง เช่น เป็นอัมพาตเส้นโลหิต ในสมองแตก อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน กรุณาลองหันมาสนใจ B12 ดูบ้าง แต่การใช้ B12

สำหรับช่วยในด้านความพิการทางสมองนั้น ต้องใช้ B12 ปริมาณสูง (โดสสูง) ต้องให้แพทย์ เป็นผู้ควบคุม และต้องมีใบสั่งแพทย์ครับ

ต่อไปนี้เป็นของฝากสำหรับท่านที่เป็นมังสวิรัติ หรือรับอาหารเจบริสุทธิ์

มังสวิรัติ หรือเจบริสุทธิ์ หมายความว่ากินแต่ผัก ข้าว ถั่ว ไม่มีเนื้อสัตว์ หรือกึ่งเนื้อสัตว์ เช่น ไข่และนมเนย ปนเลย

ถ้ากินอยู่นานๆ เกิน 5 ปีขึ้นไป ขอแนะนำว่าควรจะกิน B12 เพิ่มเป็นประจำนะครับ และควรจะกิน แอมิโน แอซิค เพิ่มเติมด้วย

สำหรับท่านนักดื่ม

ก็คล้ายๆ กับโฟลิค แอซิค นะครับ คือ ถ้าเป็นนักดื่มพอสนุกๆ (วันละขวด-เอ๊ย-ไม่ใช่ วันละเป๊กสองเป๊ก) ก็กินโฟลิค แอซิค และ B12 วันละหนึ่งเม็ดก็จะดี

สำหรับคุณผู้หญิง

เวลามีเมนส์ หรือก่อนเมนส์จะมา กินทั้งโฟลิค แอซิค และ B12 ล่วงหน้าก็จะดีครับ

สองตัว คือ FOLIC ACID และ B12 นี้ ผลคือเป็นของแถมกระจุ๋มกระจิ๋ม คือ ช่วยทั้ง CFS และ ช่วยให้สวย และมีเรี่ยวมีแรง พิเศษเสียด้วย.

ไทยรัฐ ๑๔ ก.ค. ๔๕ ชีวจิต

โรคลึกลับ CFS (5) ยาแก้และวิธีแก้

ได้สรุปไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนะครับว่า ขั้นตอนของการแก้นํ้าตาลในเลือดตํ่า (HYPOGLYCEMIA หรือ CFS) นั่นคือแก้ด้วยอาหาร

และอาหารนั้นก็คือ การจัดสูตรอาหารให้ได้ คาร์โบไฮเดรตสูง แต่โปรตีนตํ่า

ขอให้ลองพิจารณาดูสูตรอาหารชีวจิต ซึ่งได้วางไว้แบบกลางๆ สำหรับคนทั่วๆ ไป คือ แป้ง หรือ คาร์โบไฮเดรตปริมาณ 50% ของอาหารหนึ่งมื้อ ผักปริมาณ 25% โปรตีน 15% และเบ็ดเตล็ด 10%

จะเห็นว่าแป้งปริมาณ 50% แปลว่าเวลาเรากินอาหารหนึ่งมื้อนั้น อาหารหลักคือ แป้ง เช่น ข้าวนั้น มีปริมาณถึงครึ่งหนึ่ง ของอาหารทั้งหมด และปริมาณโปรตีนนั้น เราใช้โปรตีนจากพืช เช่น ถั่วต่างๆ ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ปริมาณเพียง 15% ในปริมาณโปรตีน 15% นี้เรากินเนื้อสัตว์ แต่เพียงปลา ได้อาทิตย์ละหนึ่ง หรือสองครั้ง และปริมาณปลาหนึ่งหรือสองครั้งนี้ ก็ประมาณครั้งละ 200 กรัม

ซึ่งถ้าหากดูปริมาณกะกันง่ายๆ ปลานั้น คุณลองเทียบกับฝ่ามือของคุณ ก็จะประมาณครึ่งฝ่ามือ หรือ 5 นิ้ว ๚ 3 นิ้ว หนา 1/2 นิ้ว โดยประมาณ

ถ้าจะกะกันง่ายๆ แบบนี้ จะเห็นได้ทันทีว่าข้าว (คาร์โบไฮเดรต) ค่อนข้างเยอะ และโปรตีน (ถั่วและปลา) ค่อนข้างน้อย

โปรดอ่านทวนใหม่ของตอนนี้ตั้งแต่ต้น แล้วอ่านช้าๆ นะครับ เพื่อความเข้าใจจริงๆ ให้ได้ โดยเฉพาะ ท่านที่ส่งคำถามมา และท่านที่ไปถามผมที่ ที่เรารำตะบองกัน ที่สวนรถไฟ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

ที่ผมต้องยํ้าเช่นนี้ก็เพราะเมื่อเราจะใช้อาหารให้เป็นยา ก็ต้องใช้ให้ถูก ไม่ใช่เห็นว่า เป็นเรื่องง่ายๆ แล้วก็ทำไป โดยไม่สนใจว่า รายละเอียด จะถูกต้องหรือไม่

และต้องขอยํ้าอีกครั้งหนึ่งตรงนี้ว่า ข้าวที่กินนั้น ต้องเป็น ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง หรือข้าวกล้อง ส่วนโปรตีนนั้น เอาถั่วเหลืองเป็นหลักไว้ก่อน ปลาก็ขอเป็นปลาทะเล แต่ระวังเลือกปลาให้สะอาด ชนิดที่ไม่ได้แช่ ฟอร์มาลิน

ข้าวขาวถึงแม้ว่าคุณจะติดใจเพียงไหน ก็ขอให้งดไว้ก่อน เพราะข้าวขาว แป้งขาว และพวกหวานๆ นั่นแหละ คือสาเหตุเบื้องต้นของ CFS

นี่คือสูตรข้อที่หนึ่งในการแก้ CFS คือสูตรคาร์โบไฮเดรตสูง และโปรตีนตํ่า

ต่อไปนี้ขอยกตัวอย่างและเหตุผลประกอบจากตัวอย่างคนไข้ ของนายแพทย์บิลส์ เกรย์ ซึ่งได้เคยเอ่ยถึงมา เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

นายแพทย์บิลส์ เกรย์ ได้กล่าวถึงข้อผิดพลาดในการรักษา ตอนแรกๆ ว่าเขาทำตามรายงานของ ศาสตราจารย์ซีล ฮาร์ลิส ซึ่งเขียนรายงานไว้ตั้งแต่ปี 1927 ว่า CFS นั่นต้นเหตุมาจาก เรื่องอาหาร วิธีแก้ จึงควรแก้ที่อาหาร เขาจึงเข้าใจว่า CFS อาจจะเกี่ยวกับโรค ขาดสารอาหาร

เขาจึงรักษาคนไข้ด้วยการให้อาหารชนิดโปรตีนสูง (เนื้อ นม ไข่) และให้ลดอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต หรือ พวกแป้งลง ขนาดที่เกือบจะเรียกได้ว่า ไม่ให้กินเลย

เขาพูดถึงคนไข้คนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่เต็มที่ อายุ 30 ปี มีอาชีพเป็นคนขับรถบรรทุก ว่ากันที่จริง หนุ่มเต็มที่ อายุขนาดนี้ ต้องถือว่าเป็นหนุ่มแข็งแรง ที่น่าจะเป็นคนมีสุขภาพ ดีที่สุด

แต่ปรากฏว่า คนไข้ผู้นี้มีอาการแปลกๆ มากมาย โดยเฉพาะอาการเพลีย โดยไม่มีสาเหตุ และ การปวดหัว ปวดเนื้อ ปวดตัว นอนไม่หลับนั้น มีอาการหนักมาก ไปตรวจตามคลินิก และแพทย์ เฉพาะทางต่างๆ ก็หาสาเหตุไม่พบ แพทย์จะบอกว่า เขาปกติไม่มีโรคภัย ไข้เจ็บใดๆ เลย

ที่คลินิกของบิลส์ เกรย์ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารหลายคน เพื่อนคนหนึ่ง เป็นผู้ดูแลนักกีฬา ซึ่งอาหาร ที่แพทย์ผู้นั้นให้ จะเป็นอาหารประเภท โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรต หรือแป้งตํ่า ตอนแรก คนไข้ผู้นี้ รักษาอยู่กับเพื่อนร่วมคลินิก ของบิลส์ เกรย์

คนไข้ได้รับคำสั่งให้ใช้โปรตีนสูง ทั้งนี้เพราะเขาเป็นคนทำงานหนัก คือขับรถบรรทุก ทั้งวันทั้งคืน แพทย์จึงให้อาหาร เนื้อ นม ไข่มาก

ตอนแรกคนไข้จะรู้สึกว่ามีแรงดี แต่พอเขาเริ่มทำงานหามรุ่งหามคํ่าเมื่อไหร่ อาการของเขา ก็จะทรุดลงทันที และเมื่อทรุดลงแล้ว ก็ฟื้นยาก คืออยู่ในสภาพลุกไม่ขึ้น และผลสุดท้าย ทำงานไม่ได้ ต้องหยุดงาน

เพื่อนแพทย์จึงส่งคนไข้มาหา บิลส์ เกรย์ และ บิลส์ เกรย์ ค่อนข้างจะแน่ใจว่าคนไข้เป็น CFS แน่นอน เขาจึงส่งคนไข้ ไปตรวจ G.T.T.

G.T.T.ย่อมาจาก GLUCOSE TOLE-RANCE TEST นั่นคือต้องเจาะเลือด ตรวจดูนํ้าตาลในเลือด ทุกครึ่งชั่วโมง คนไข้ต้องอยู่ในห้องแล็บ เพื่อตรวจเลือดถึง 5 ชั่วโมง

ผลของการตรวจปรากฏว่า เขาเป็น HYPOGLYCEMIA หรือ CFS แน่นอน และเมื่อบิลส์ เกรย์ ตรวจดูอาหาร แบบเก่าๆ ที่คนไข้ผู้นี้ได้รับ จากแพทย์ร่วมคลินิกของเขา บิลส์ เกรย์ ก็ประหลาดใจมาก เพราะเขาเห็นด้วย กับเพื่อนของเขาว่า คนไข้ควรจะได้รับ อาหารโปรตีนสูง และ คาร์โบไฮเดรตตํ่า

ปรากฏว่า เมื่อคนไข้ไม่ดีขึ้น แพทย์ก็สั่งให้ลดอาหารลง แต่ก็ยังเป็นโปรตีนสูงอย่างเดิม ปรากฏว่าไม่ดีขึ้น

คนไข้รับอาหารโปรตีนสูงต่อไปถึง 8 เดือน พอถึงเดือนที่ 9 คนไข้เริ่มเป็นหวัดเรื้อรัง เขาเป็นหวัดอยู่ถึง 3 เดือน ก็ยังไม่หาย และรู้สึกเหมือน กำลังจะตาย

บิลส์ เกรย์ จึงสั่งเปลี่ยนอาหารทันที เขาเชื่อว่าคนไข้ป่วยมากขึ้น เพราะอาหารโปรตีนสูง เขาจึงให้คนไข้ งดอาหารโปรตีนสูงทันที หลังจากนั้น ให้ดื่มนํ้าและกินผัก กินซุปอย่างเดียว

ขั้นต่อมา ให้คาร์โบไฮเดรตธรรมชาติวันละ 3 มื้อ ทุกวัน อาหารครั้งหลังนี้เป็น คาร์โบไฮเดรตสูง และ โปรตีนตํ่า

เพียง 3 วัน อาการของเขาก็ดีขึ้นทันที และทั้งๆ ที่ยังไม่หมดโปรแกรมรักษา และกลับเข้าไปทำงาน ได้ตามเดิม วิ่งออกกำลังวันละ 10 กม. และเข้าเรียนคาราเต้ อาทิตย์ละ 3 วัน เขาหายขาดจาก CFS

นั่นคือสูตรที่หนึ่ง คาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีนตํ่า

ต่อไปเป็นสูตรเพิ่มเติม จากของผมเอง คือสูตรที่สอง ขอให้ทำนํ้าอาร์ซี ดื่มทุก 2 ชั่วโมง ทุกวัน

สูตรที่ 3 ขอให้เพิ่มวิตามินดังนี้

1. วิตามิน A. C. D. E. อย่างละ 1 เม็ด ต่อวัน

2. วิตามิน B1 B6 B12 และ B COMPLEX อย่างละ 1 เม็ดต่อวัน

สูตรที่ 4 ขอให้ทำดีท็อกซ์ วันเว้นวัน เป็นเวลา 2 อาทิตย์

ทำตามสูตรนี้ไปก่อนนะครับ ทำช้าๆ ใจเย็นๆ ให้เวลาตัวคุณเองสัก 1 เดือน อย่าลืมว่า คุณเป็น CFS มานานแล้ว ต้องใช้เวลาหน่อย ที่จะแก้ไขตัวคุณเอง.

ไทยรัฐ ๗ ก.ค. ๔๕ ชีวจิต

อันเนื่องมาจากความหวาน อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ (4)

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้ลองจดรายการอาการต่างๆ 40 อาการ ซึ่งแสดงว่าเป็นโรคลึกลับ (HYPOCLYCEMIA หรือ CHRONIC FATIGUE SYNDROME หรือ CFS) ไว้แล้ว

อยากจะให้คุณผู้อ่านลองดูรายการเหล่านั้น แล้วลองเทียบกับอาการของคุณดูว่าตรงกันสักกี่รายการ

ถ้าคุณมีอาการตรงกันอย่างน้อยสัก 5 อาการขึ้นไป ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าคุณอาจจะเป็นโรคลึกลับ หรือ CFS ก็เป็นได้

ทั้งนี้ต้องมีข้อแม้ซึ่งถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะตัดสินว่าคุณเป็นโรคลึกลับหรือ CFS หรือไม่

ข้อแม้นั้นก็คือว่า อาการที่คุณเป็นนั้น ได้ไปตรวจมาแล้ว และแพทย์ก็จะบอกคุณว่า ร่างกายคุณ เป็นปกติ ทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่า ต้นเหตุของอาการที่คุณเป็นนั้น อยู่ที่ความผิดปกติ ของร่างกาย ส่วนใดส่วนหนึ่งเลย

และเมื่อคุณย้ำแล้วย้ำอีกว่า คุณก็ยังรู้สึกว่าคุณป่วยอยู่ ก็อาจจะมีใครกระซิบบอกคุณว่า คุณอาจจะเป็น โรคอุปาทานกระมัง

นี่คือข้อแม้สำคัญ ไปตรวจดูแล้วปรากฏว่าคุณไม่เป็นอะไรเลย นั่นแหละคือ ข้อบ่งชี้ว่า คุณอาจ จะมีอาการ CFS เข้าแล้ว

ตอนนี้ก็น่าจะมีคำถามว่า การที่แพทย์ (ฝรั่ง) สมัยเก่ามีความเห็นว่า โรค CFS นี้ไม่มีตัวตน และผู้ที่ป่วยคงจะเป็นโรคอุปาทานนั้นก็น่าจะมีเหตุผล ลองมาแยกเหตุผลนี้ดูก็จะเห็นความจริงดังนี้

1. โรคนี้ไม่ใช่โรค จึงไม่มีอยู่ในตำรับแพทย์ แพทย์ที่ยึดเอาแต่ตำราแพทย์เป็นเกณฑ์ จึงต้องวินิจฉัยว่า เป็นโรค อุปาทาน

2.โรคนี้เกือบจะกลายเป็นโรคระบาด เริ่มตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลก ครั้งที่สองใหม่ๆ สมัยนั้น ทั่วโลก ประสบกับภัยสงคราม เกือบจะเรียกได้ว่า เป็นสงครามล้างโลก ก็ว่าได้ ไม่มีใครเลย ที่จะไม่ได้รับ ผลกระทบกระเทือน จากสงคราม

เมื่อเสร็จสงครามแล้ว ทุกประเทศตั้งหน้าตั้งตาฟื้นฟูประเทศเป็นการใหญ่ ประเทศที่ร่ำรวย มีโอกาส ดีกว่าเพื่อน การฟื้นฟูทางอุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ ทำได้อย่างรวดเร็ว

โลกเราเปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ ชีวิตประจำวันก็เปลี่ยน และชีวิตที่เปลี่ยนไป ตามเครื่องจักร เครื่องกลนี่แหละทำให้มนุษย์ เปลี่ยนจากคนเป็นเครื่องจักร ตามไปด้วย

นายแพทย์ผู้หนึ่งซึ่งภายหลังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรค CFS ได้กล่าวสรุปว่า โลกอุตสาหกรรม และ วิทยาศาสตร์ ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ ของมนุษย์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

พื้นฐานที่ทำให้เกิดอาการ HYPOGLYCEMIA หรือ CFS นี้คือการเปลี่ยนแปลง ของสังคม ที่มุ่งไปสู่โลก ของอุตสาหกรรมนั่นเอง

แต่ตัวสำคัญที่เป็นสาเหตุของ CFS นี่คือ เรื่องของอาหาร อาหารในสมัยหลังๆนี้ ได้เอาอาหารเสริม มาเป็น อาหารหลัก เช่น น้ำตาล แป้งขาว เนื้อ ปลา เป็ด ไก่

นายแพทย์ผู้นี้คือ นายแพทย์ บิลส์ เกรย์ จาก มิลล์ วอลเลย์ แคลิฟอร์เนีย เขาเป็นแพทย์ผู้ เชี่ยวชาญด้าน BIOLOGICAL MEDICINE ด้าน NUTRITION และด้าน HOMEOPATHY และเขาเป็น สมาชิก คนสำคัญของ INTERNATIONAL ACADEMY OF BIOLOGICAL MEDICINE

บิลส์ เกรย์ ผู้นี้แหละที่ได้ออกตระเวนเลกเชอร์ และปาฐกถาทั่วอเมริกาว่า อาหารนั่นแหละ คือตัวการสำคัญ ที่ทำให้เกิด HYPOGLYCEMIA หรือ CFS

เมื่ออาหารเป็นตัวสำคัญ ที่ทำให้เกิด CFS ฉะนั้นการรักษา CFS จึงต้องเริ่มต้นด้วยการ แก้เรื่อง อาหารก่อน

การรณรงค์เรื่องอาหารที่ช่วยแก้อาการ CFS นี้เองทำให้โรคลึกลับกลายเป็นโรค โปร่งใส กระจ่างแจ้ง ขึ้นมาได้ ไม่ใช่เป็นโรค อุปาทานต่อไป

สมาคมการแพทย์และสถาบันการแพทย์ของอเมริกาได้ยอมรับว่า HYPOGLYCEMIA หรือ CHRONIC FATIGUE SYNDROME (CFS) นั้นเป็นโรคที่มีจริง

อย่างอาการ FIBROMYALGIA ซึ่งเป็นอาการสำคัญอย่างหนึ่งของ CFS นั้น สมาคม และสถาบัน การแพทย์ ของอเมริกาหลายแห่ง ยอมรับว่า เป็นเพราะเกิด จากอาหาร CFS

ขออธิบาย FIBROMYALGIA เสียสักนิดว่า คืออะไร อาการนี้ก็คือ อาการปวด กล้ามเนื้อนั่นเอง ถ้าเป็นแบบของไทยเรา ก็มักจะบ่นกันว่า มันปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว อย่างนั้นแหละ

ถ้าเผื่อเป็นอาการป่วยที่มีสาเหตุ เมื่อแพทย์ ตรวจดูแล้วจะพบว่า เป็นการสืบเนื่องมาจาก การป่วยต่างๆ เช่น ป่วยมีอาการอักเสบเรื้อรัง เป็นไข้หวัดใหญ่ เป็นหัด ไข้รูมาติค มาลาเรีย โปลิโอ เหล่านี้เป็นต้น หรือไม่เช่นนั้น ก็เป็นเพราะ ความผิดปกติ ของต่อม เช่น ต่อมพาราไทรอยด์ ผลิตฮอร์โมนออกมา มากเกินไป เกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือมิฉะนั้น ผู้สูงอายุ เกิดอาการข้อต่อเสื่อม กล้ามเนื้ออักเสบ ปวดหลัง ปวดเอว เหล่านี้ก็ล้วนเป็นโรค ซึ่งค้นหาสาเหตุได้อีกเช่นกัน

แต่การปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อต่อ ปวดหลัง ปวดเอวของ CFS นั้นหาสาเหตุไม่ได้ ตรวจแล้ว ตรวจอีก ก็ไม่มีสาเหตุ

แต่มาตอนหลังนับตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา วงการแพทย์ได้ยอมรับแล้วว่า CFS เป็นอาการป่วยจริง

สถาบัน AMERICAN COLLEGE OF RHEUMATOLOGY และ CENTERS FOR DISEASE CONTRL (CDC) ได้ระบุ CRITERIA ว่าสภาพการณ์ของอาการป่วยดังต่อไปนี้ ให้ถือว่า เป็นอาการป่วย CFS ได้

1. เมื่อตรวจตามวิธีของคลินิกแล้ว ปรากฏว่า คนไข้มีอาการเหนื่อยเพลียจริง แต่อาการ เหนื่อยเพลียนั้น หาสาเหตุไม่ได้ แม้จะได้นอนพักแล้วก็ไม่หาย นอกจากนั้นจะสังเกตเห็นว่า สมรรถภาพ ในการทำงาน ลดน้อยถอยลง ความสามารถส่วนตัว หรือบุคลิกลักษณะ เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่เลวลง ถ้าเป็น นักเรียน นักศึกษา ผลการเรียนเลวลง

2. อาการที่เป็นโดยหาสาเหตุไม่ได้จะเป็นติดต่อกันนานกว่า 6 เดือนขึ้นไป (เช่น ความจำเสื่อม เจ็บคอ ปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว นอนหลับ แต่ตื่นขึ้นมาไม่มีแรง เหล่านี้เป็นต้น)

ทั้งนี้ คือการจำกัดความเรื่องอาการการป่วยของ CFS จากรายงานของ AMERICAN CDC ANNALS OF INTERNATIONAL MEDICINE 121. 14 ธันวาคม 1994

เอาละครับ ตอนนี้ขอย้อนกลับมาลงที่คำสรุปของนายแพทย์ บิลส์ เกรย์ ตรงที่ว่า CFS นั้นต้นเหตุ เกิดจากอาหาร เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้ CFS ก็ต้องแก้เรื่องอาหารก่อน

นี่แหละครับ สรุปอย่างนี้แหละจะเกิดความสับสนขึ้นมาได้ โดยเฉพาะ สมัยนี้ กำลังเห่อแฟชั่น นิยมเรื่อง อาหารเนื้อ นม ไข่ ก็จะเข้าใจไปว่า เนื้อ นม ไข่ แก้อาการ CFS ได้

ขอเล่าเรื่องการทำงานของนายแพทย์บิลส์ เกรย์ ให้ฟังก่อน เพราะบิลส์ เกรย์ ก็เคยหลงทาง ทำผิดมาแล้ว เพราะเชื่อว่า เนื้อ นม ไข่ จะช่วยรักษา CFS ได้

เขาเล่าว่า "การรักษาคนไข้ HYPOGLYCEMIA สองปีแรก ข้าพเจ้ารักษาโดยวิธี ให้โปรตีนสูง และพบว่า อาการ HYPOGLYCEMIA อยู่ในสภาพที่พอจะควบคุมได้ แต่ตัวคนไข้จะรู้สึกเลวลง มีอาการหมดแรง ปวดหัว โรคผิวหนัง ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อย และขับถ่าย"

"ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ สามารถอธิบายได้ก็คือ แม้จะควบคุมอาการบางอย่างได้ แต่ถ้าเบาน้ำตาลลง แม้แต่เพียงนิดเดียว อาการทั่วไปก็จะเลวลงทันที"

สรุปแล้วก็คือ อาหาร เนื้อ นม ไข่ รักษาโรคลึกลับ CFS นี้ไม่ได้

แต่ คาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีนต่ำ รักษาได้

ขออธิบายวิธีปฏิบัติ คาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีนต่ำ ทำอย่างไร ต่อคราวหน้าครับ.

T T T T T T

รำไป คุยไป กินไป

รำตะบอง คุยกับอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง แล้วร่วมรับประทานอาหาร ข้าวหม้อ แกงหม้อ ที่สนามรถไฟ ด้านหลังสวนจตุจักร วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 45 เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ครับ เชิญท่านผู้สนใจทุกท่าน.

ไทยรัฐ ๓๐ มิ.ย. ๔๕ ชีวจิต

อันเนื่องมาจากความหวาน อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ

คงจะต้องขอต่อเรื่องนายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ ต่ออีกเป็นตอนที่ 3 ครับ

เมื่อได้ค้นพบสาเหตุของไฮโปไกลซีเมียว่าต้นเหตุมาจากอาหารบวกกับปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น เรื่องการนอน การใช้ชีวิตประจำวันซึ่งผิดๆ แล้ว การที่จะแก้ไข หรือรักษาโรคนี้ไม่ยากนัก

สตีเฟน ไกแลนด์ เริ่มศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอาหารในด้านคลินิก ศึกษาเรื่องชีวเคมี ของอาหาร และศึกษา เรื่องของโทษ และผล ของอาหารที่ผิดๆ ซึ่งเกิดผลร้าย และเกิดการสะสมของ ท็อกซินในร่างกาย

หลังจากนั้นไกแลนด์ก็ศึกษาเรื่องของการรักษาโรคต่างๆ ด้วยอาหาร และศึกษาเรื่องการใช้วิตามิน-แร่ธาตุ พร้อมกันไปด้วย และเขาก็พบสูตรศักดิ์สิทธิ์ ในการรักษาไฮโปไกลซีเมีย

ในที่สุดอาการป่วยของไกแลนด์ ซึ่งสร้างความทุกข์ร้อนสาหัสให้แก่เขามาถึง 12 ปี ก็หายขาด ไกแลนด์ และกลุ่มเพื่อนแพทย์ของเขา พูดถึงโรคลึกลับนี้ว่า มันไม่ร้ายแรงถึงกับ จะทำให้คุณ ตายก็จริง แต่คุณก็จะรู้สึก เหมือนอยากจะตาย ให้มันพ้นๆ ไป

นั่นก็เพราะอะไร ตอบได้สั้นๆว่า เพราะอาการของไฮโปไกลซีเมียนั้น มีหลายอาการ มันไม่ใช่แต่ เพราะอาการเพลีย อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอาการอย่างอื่นๆ ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวพันกัน ทั้งทางกาย และทางใจ และอาการบางอย่างนั้น บางครั้งเจ็บปวด และทรมาน จนทำให้รู้สึก อยากจะตายไป ให้พ้นๆ ไปเสียเลย

สตีเฟน ไกแลนด์ ได้รวบรวมอาการของโรคลึกลับ หรือไฮไปไกลซีเมีย ว่ามีอาการผิดปกติถึง 40 รายการ ด้วยกันคือ

ผิดปกติทางร่างกาย

1. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 2. นอนไม่หลับ 3. มือเย็น เท้าเย็น 4. มือสั่น 5. เวียนหัว-ปวดหัว 6. ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง 7. เป็นตะคริวบ่อยๆ 8. มีอาการชักกระตุก 9. คันตามผิวหนัง 10. มีอาการภูมิแพ้ 11. หน้าร้อนผ่าวบ่อยๆ 12. เหงื่อแตกบ่อยๆ 13. เนื้อตัวชาเป็นบางครั้ง 14. การทรงตัวไม่ดี

ผิดปกติเกี่ยวกับระบบต่างๆ

15. ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ 16. ปากแห้ง คอแห้ง 17. เบื่ออาหาร 18. อยากกินของหวานๆ 19. เกิดการหิว อย่างรุนแรง ก่อนถึงเวลากินอาหาร 20. ถ่ายอุจจาระผิดปกติ 21. ถ่ายปัสสาวะผิดปกติ 22. หายใจไม่ออกบ่อยๆ 23. ลมหายใจมีกลิ่นแปลกๆ 24. หัวใจเต้นผิดปกติ 25. เป็นลมบ่อยๆ 26. อ้วน-น้ำหนักเกิน 27. กามตายด้าน

ผิดปกติเกี่ยวกับจิตใจ-ระบบประสาท

28. เบื่อหน่าย ซึมเศร้า 29. ฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ 30. วิตกกังวลโดยง่าย 31. ลังเล ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ไม่ได้ 32. รู้สึกสับสน ปั่นป่วน 33. ทนเสียงอึกทึกและแสงจ้าๆ ไม่ได้ 34. เบื่อการพบปะเพื่อนฝูง ไม่ชอบเข้าสังคม 35. การประสานงานของส่วนต่างๆ ในร่างกายเลวลง 36. โมโหร้าย 37. ฝันร้ายบ่อยๆ 38. ความจำเสื่อม 39. มีอาการทางประสาท 40. อยากฆ่าตัวตาย

สตีเฟน ไกแลนด์ ไม่ เพียงแต่ค้นพบวิธีรักษาไฮโปไกลซีเมียจนหาย ขาดอย่างเดียว แต่เขายังรวบรวม ตำรับตำราออกเผยแพร่ ในวารสารการแพทย์ด้วย เขารายงานเป็นครั้งแรกใน JOURNAL OF THE AMERICAN MEDICAL ASSOCIATION เล่มที่ 152 ปี 1953 ถึงเรื่องไฮโปไกลซีเมีย โดยละเอียด และ ไกแลนด์ ยังได้ตระเวน ไปบรรยาย และปาฐกถา เรื่องไฮโปไกลซีเมียทั่วประเทศ และเกือบจะทั่วโลก ก็ว่าได้

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ไกแลนด์ได้พบว่า พวกแพทย์ด้วยกันเอง เป็นโรคนี้มากเหลือเกิน ในจำนวนแพทย์เหล่านี้ แพทย์รุ่นน้องชื่อ จาคอป ไทเทิลบอมป์ รวมอยู่ด้วย ไทเทิลบอมป์เล่าว่า เขาป่วยเป็น ไฮโปไกลซีเมีย อย่างรุนแรง ตั้งแต่สมัยเขาเป็น นักเรียนแพทย์ ปีที่ 3 เขาจำได้ว่า วันหนึ่ง ขณะที่เขาเหนื่อย และเพลียอย่างเหลือเกิน แต่ก็จำเป็นต้องตื่น เพื่อไปฟังเลกเชอร์ ของอาจารย์ให้ทัน เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่งตัวไปโรงเรียนแพทย์ แต่ก็ปรากฏว่า เขาไปไม่ทัน เมื่อทรงกายเข้าไป ถึงห้องเลกเชอร์ได้ อาจารย์กำลังจะถามเขาว่า ทำไมมาสาย เขายังไม่ทันตอบ ก็ล้มลง เป็นลมสลบ ไปทันที

จากการป่วยคราวนั้น อาจารย์แพทย์ทุกคนลงความเห็นว่า เขาควรจะหยุดพัก การเรียน ดูเหมือน โชคชะตาของไทเทิลบอมป์ จะคล้ายๆกับสตีเฟน ไกแลนด์ คือถูกบังคับ ให้ลาออกทางอ้อม แต่ไทเทิลบอมป์ ก็ไม่โต้แย้งแต่อย่างใด เพราะเขารู้ตัวดีว่า ถ้าป่วยขนาดนั้น จะบังคับให้ตัวเองเข้มแข็ง เรียนต่อไปอย่างไร ก็ไม่สำเร็จ เขาจึงตกลงใจไปพัก ผ่อนชั่วคราว แล้วกลับไปเรียนต่อ จนจบแพทย์

ระหว่างที่เขาพักผ่อนนั้น เขาก็ ได้ค้นคว้าถึงเรื่องโรค ไฮโปไกลซีเมีย และได้พบวิธีรักษาโรคนี้ ให้ทุเลาลง ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่หายขาด เขาเพียงรู้สึกแข็งแรงขึ้น พอที่จะมาเรียนต่อ ได้จนสำเร็จ เท่านั้นเอง

เมื่อเรียนจบแล้วก็เข้าทำงานเป็นแพทย์ ฝึกหัด และได้ค้นคว้าวิธีรักษาต่อไป จนหายขาด โดยเฉพาะ โรคปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นๆ หายๆ ตลอดมานั้น เขาได้แก้ไขรักษาตัวเอง จนได้ผลสำเร็จ

หลังจากนั้น พวกกลุ่มแพทย์ของไกแลนด์ และไทเทิลบอมป์ ก็ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคม โรคลึกลับนี้ขึ้น พวกแพทย์กลุ่มนี้ รู้สึกว่าตัวเอง ถูกกีดกัน และถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากแพทย์รุ่นเก่า โดยเฉพาะ กลุ่มแพทย์ที่รักษาเบาหวาน มากมายพอสมควร

เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างไฮโปไกลซีเมียของเบาหวาน กับไฮโปไกลซีเมีย ของกลุ่มโรค ซึ่งมีอาการ ลึกลับนี้ กลุ่มไกแลนด์ และไทเทิลบอมป์ จึงเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะตั้งชื่อ โรคลึกลับ นี้เสียใหม่

จึงเห็นพ้องต้องกันว่า จะเรียกโรคลึกลับนี้ว่า CHRONIC FATIGUE SYNDROME หรือ CFS.

และภายหลังมีความเห็นว่า โรคนี้ยังเกี่ยวกับระบบ IMMUNE SYSTEM หรือภูมิชีวิตด้วย จึงได้เปลี่ยนเป็น CHRONIC FATIGUE AND IMMUNE DYSFUNCTION SYNDROME หรือ CFIDS. และหลังจากนั้นเป็นต้นมา CFIDS. หรือ CFS. ก็ได้เข้าอยู่ในระบบโรคซึ่ง ทางแพทยสภา ของอเมริกัน ได้ รับรองว่า เป็นโรคที่มีจริง ตลอดมา

(โปรดรออ่านวิธีปฏิบัติตัวและแก้ไข CFS. ฉบับหน้า)

T T T T T T

รำตะบองกับข้าวหม้อแกงหม้อ

เช้าวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน เวลา 06.00 น. รำตะบองและคุยกับอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง เรื่องสุขภาพ ไม่ต้องเสียเงินคุยกันเสร็จแล้วกินอาหารร่วมกัน ใครมีข้าวหม้อแกงหม้อ ติดมือไปด้วย

สวนรถไฟด้านหลังสวนจตุจักร 30 มิ.ย. 06.00 น.

ไทยรัฐ ๒๓ มิ.ย. ๔๕ ชีวจิต

อันเนื่องมากจากความหวาน อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ (2)

ขอเล่าเรื่องนายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ ต่อนะครับ

สตีเฟน ไกแลนด์ เป็นนายแพทย์ ประจำอยู่โรงพยาบาลแทมปา มลรัฐฟลอริดา

ในระหว่างที่เขาเป็นแพทย์อยู่นั้น เขาป่วยด้วยโรคลึกลับ ซึ่งหาสาเหตุไม่ได้ โรคลึกลับนั้นก็คือ อาการเพลีย หมดแรง โดยไม่มีสาเหตุ นอกจากนั้น ยังมีอาการเวียนหัว และเป็นลม แถมด้วยอาการ มือสั่น ใจสั่น ความคิดสับสน ตื่นเต้นตกใจง่าย ความจำเสื่อม ปวดเนื้อ ปวดตัวอยู่ตลอดเวลา

โดยเหตุที่ตัวเองก็เป็นแพทย์อยู่แล้ว เขาจึงคิดว่า เขาน่าจะรักษาตัวเองได้ โดยเหตุที่เขาไม่รู้สาเหตุ ของอาการ แต่ละอาการ เขาจึงจำเป็น ต้องใช้ยาหลายขนาน เช่น ยาบำรุงแก้อาการ อ่อนเพลีย ยาแก้ปวดศีรษะ สำหรับอาการปวด และเวียนหัว ยาระงับประสาท และยากล่อมประสาท

แต่สิ่งที่เขาตกใจมากที่สุดก็คือ อาการที่เขาเป็นแต่ละอาการนั้น ไม่มีอะไร เกี่ยวข้องกันเลย เช่น การปวดเนื้อปวดตัว ไม่เกี่ยวกับการมือสั่น ใจสั่น และ อาการอ่อนเพลีย ไม่เกี่ยวกับ ความจำเสื่อม เป็นต้น

ถ้าเขาจะให้ยาแก้อาการแต่ละอาการ เขาจะต้องกินยานับเป็นสิบๆเม็ดต่อวัน และ ข้อสำคัญที่สุด ก็คือ เมื่อเขากินยาแก้ แต่ละอาการแล้ว เขากลับมีอาการแย่ลงๆ จนกระทั่ง กลายเป็นว่า เมื่อใดที่รู้สึก เพลียมากๆ เขาก็จะถึงกับเป็นลม หมดสติไปเลย

ไกแลนด์ได้ไปปรึกษาเพื่อนแพทย์ต่างๆหลายคน แต่ก็ดังที่ได้เล่าไว้ ในฉบับก่อนแล้ว เพื่อนแพทย์ แทบทุกคน จะบอกว่า ร่างกายเขา ปกติทุกอย่าง แพทย์บางคนบอกว่า เขาอาจจะเป็นโรคอุปาทาน แต่บางคน ก็บอกว่า เขามีเนื้องอกในสมอง ควรจะผ่าตัดด่วน

และแน่นอนที่สุด ไกแลนด์ไม่ยอมผ่าตัด และก็ไม่เชื่อว่า เขาเป็นโรคอุปาทาน การที่เป็นแพทย์ และการที่ป่วย ด้วยตัวเอง ทำให้เขาแน่ใจว่า เขาไม่มีเนื้องอก ในสมอง และเขาไม่ได้เป็น โรคอุปาทาน

แต่ที่เขาเดือดร้อนใจมากที่สุดก็คือ เขาถูกขอร้อง ให้ลาออกจากงาน หรือ จะพูดกันตรงๆ ก็คือ เขาถูกไล่ ออกจากงานนั่นเอง

เรื่องถูกออกจากงานก็เป็นเรื่องเดือดร้อนร้ายแรง อยู่แล้ว แต่ที่หนักหนาสาหัส ก็คือ เขาป่วยด้วย โรคลึกลับ มากว่าสิบปีแล้ว ยังไม่มีหมอ หรือยาอะไร ที่รักษาโรคลึกลับ ของเขาได้

สตีเฟน ไกแลนด์ ตกลงใจว่า เขาจะต้องค้นคว้าด้วยตนเอง ให้ได้ว่า โรคลึกลับ ของเขา คืออะไรแน่ และวิธีรักษา จะรักษาให้หายได้อย่างไร

เขาเริ่มค้นคว้ารายงานของการศึกษาของแพทย์ต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ เขาใช้เวลา ทั้งหมด จมอยู่กับ ห้องสมุด และตำรับตำรา การแพทย์ เป็นเวลาเกือบปี

และนั่นเอง เขาได้ค้นพบเอกสารชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JOURNAL OF THE AMERICAN MEDICAL ASSOCIATION 1924

บทความค้นคว้าชิ้นนั้น รายงานโดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ซีล ฮาริส ซึ่งได้ค้นพบว่า อาการของ โรคลึกลับนั้น คืออาการ น้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ HYPOGLYCEMIA นั่นเอง

อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่ง ศาสตราจารย์ซีล ฮาริส ค้นพบนั้น เป็นอาการของน้ำตาล ในเลือดลงต่ำ และขึ้นสูง อยู่ตลอดเวลา และอาการอ่อนเพลีย มักจะเกิดขึ้น ระหว่างที่น้ำตาลในเลือดต่ำ เมื่อน้ำตาลในเลือด กลับขึ้นสูง อาการเพลีย ก็จะหายไป แต่พอน้ำตาลในเลือดต่ำอีก ก็กลับเพลียอีก

สรุปแล้วในรายงานนี้ได้กล่าว ถึงอาการเพลีย ซึ่งโยงไปถึงระหว่างเวลา ที่น้ำตาลในเลือดต่ำ และ อาการที่เป็นนี้จะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอด เวลา และในครั้งนั้น ให้ชื่ออาการ นี้ว่า ไฮโปไกลซีเมีย หรือ น้ำตาลในเลือดต่ำ

ขอเล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ของเบาหวาน และน้ำตาล ในเลือดต่ำ ของโรคลึกลับ ว่ามีอาการ และสาเหตุ เกี่ยวกับน้ำตาลเกิดขึ้น ในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างน่าบังเอิญที่สุด

ศาสตราจารย์ซีล ฮาริส ได้รายงานอาการน้ำตาลในเลือดซึ่งขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลานี้ เมื่อปี 1924

แต่ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งปี เซอร์ เฟรดเดอริค กรานท์ แบนติ้ง และ ชาลส์ เฮอเบิต เบสท์ เป็นผู้ค้นพบ และสกัดอินซูลิน ออกมาได้สำเร็จ และได้รับรางวัลโนเบล เมื่อปี 1923

การสกัดอินซูลินออกมาได้ครั้งนั้น ปรากฏว่าเป็นการแก้อาการน้ำตาลในเลือดสูง ของผู้ที่เป็น เบาหวาน ได้ชะงัด แต่การใช้อินซูลินสกัด ในสมัยนั้น ยังไม่แพร่หลาย เพราะวิธีสกัด ต้องใช้สกัดจาก ตับอ่อนของวัว และหมู ซึ่งค่อนข้างยาก แก่การควบคุม (สมัยนี้ใช้การสกัดเทียมด้วยวิธี GENETIC ENGINEERING)

ฉะนั้น เมื่อเกิดอาการช็อกจากอินซูลินมากเกินไป จนคนไข้อาจจะเป็นลม กะทันหัน จนเข้าขั้นโคม่าได้ อาการของผู้ป่วยตอนนั้น ก็คืออาการน้ำตาลในเลือด ต่ำอย่างเฉียบพลัน ชื่อของอาการ HYPOGLY- CEMIA จึงเป็นอาการของผู้ที่ป่วย เป็นเบาหวานเท่านั้น

แต่ในขณะเดียวและระยะเวลาใกล้ๆกัน (ปี 1924) ซึ่งอาจารย์ซีล ฮาริส ค้นพบอาการ น้ำตาลในเลือดต่ำ ของโรคลึกลับ (เพลีย เหนื่อย เป็นลม ปวดเนื้อ ปวดตัวนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานเลย และคนก็ยังไม่รู้จักว่า โรคลึกลับนั้น มีอาการเหมือนกับ น้ำตาลในเลือดต่ำ ของคนเป็นเบาหวาน)

อีกประการหนึ่ง อาจารย์ซีล ฮาริส เขียนรายงานในวารสารการแพทย์เมื่อปี 1924 แล้วก็ไม่มี การค้นคว้าต่อ โรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ของโรคลึกลับ จึงค้างอยู่เพียงแค่นั้น จนกระทั่ง นายแพทย์ สตีเฟน ไกแลนด์ ได้ศึกษา ถึงรายงานเก่าๆ จึงได้ไปพบเข้า ปีที่นายแพทย์ไกแลนด์ ค้นพบนั้น คือ ปี 1953

ระยะเวลาที่น้ำตาลในเลือดต่ำของโรคลึกลับนี้ จึงขาดตอนไปถึง 29 ปี ตลอดเวลา 29 ปีนั้น คนไข้และแพทย์ทั่วๆ ไปก็รู้จักแต่ ไฮโปไกลซีเมียของโรคเบาหวาน และนี่เองก็คือ การเข้าใจผิด ของแพทย์ เบาหวานหลายคน ที่คิดว่า ไฮโปไกลซีเมีย ของโรคลึกลับ แบบที่สตีเฟน ไกแลนด์เป็นนี้ เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ สตีเฟน ไกแลนด์ ได้ค้นพบต่อไปว่า ผู้ป่วยด้วยโรคลึกลับนี้ มีอยู่มากมาย ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน! (ในสหรัฐอเมริกา)

ผู้ที่ป่วยนี้มีทั้งแพทย์และประชาชนทั่วไป ผู้ที่ป่วยทั่วไป คือคนที่ทำงานประจำ อยู่ในออฟฟิศ ใช้ชีวิต อยู่ในออฟฟิศ เป็นส่วนมาก อาหารการกิน เป็นอาหารแบบสำเร็จรูป และอาหาร แบบฟาสต์ฟู้ด ผู้ป่วยเหล่านี้ มักจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิต แบบคนสมัยใหม่

สตีเฟน ไกแลนด์ ยังได้ค้นพบอีกว่า ผู้ป่วยด้วยโรคลึกลับนี้ไม่เพียงแต่มีอาการเพียง 3-4 อย่าง คือ เพลีย นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ปวดเนื้อ ปวดตัว เท่านั้น

แต่ยังมีอาการป่วยต่างๆ ซึ่งสตีเฟน ไกแลนด์ รวบรวมไว้ได้ถึง 40 อาการ เป็นต้นว่า หัวใจเต้นผิดปกติ เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เป็นตะคริวบ่อยๆ เกิดอาการหิวอย่างรุนแรง คันตามผิวหนัง หายใจไม่ออก เป็นต้น

สตีเฟน ไกแลนด์ ยังได้ค้นพบอีกว่า สาเหตุสำคัญคือ เรื่องการกินอาหาร ผู้ป่วยมักจะกิน อาหารผิดๆ เนื้อ นม ไข่ มากเกินไป อาหารหวาน-มัน ของหวานไอศกรีม ขนมเค้ก ช็อกโกแลต น้ำอัดลม มากเกินไป

เมื่อพบสาเหตุสำคัญเช่นนี้ การแก้ก็ดูจะง่ายขึ้น.

ไทยรัฐ ๑๖ มิ.ย. ๔๕ ชีวจิต

อันเนื่องมาจากความหวาน ระวัง! อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุอย่านึกว่าเป็นเรื่องเล็ก

เมื่อผมเขียนถึงโรคโรคหนึ่ง คือ ไฮโปไกลซีเมีย (HYPOGLYCEMIA) เมื่อ 14-15 ปีมาแล้ว ว่าเป็นโรค ของคนสมัยใหม่ ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นโรคระบาดสำหรับคนไทย โดยเฉพาะท่านที่เป็น
นักบริหาร หรือท่านที่ต้องใช้ชีวิต อยู่ในออฟฟิศ หรือที่ทำงานทุกวัน

ปรากฏว่าผมถูกโจมตีหั่นแหลกไปเลย โดยเฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางโรคเบาหวาน กล่าวหาว่า ผมเอาเรื่องเหลวไหลมาพูด และอย่าไปฟังหมอเถื่อนๆ อย่างผมเป็นอันขาด

ในตอนนั้นผมไม่ได้ตอบโต้อะไรเลย เพราะนึกอยู่อย่างเดียวว่า เรามีเจตนาดีที่จะเอาความรู้ มาเผยแพร่ เมื่อใครไม่เข้าใจ ก็ช่วยไม่ได้ เราเฉยๆเสียดีกว่า

แต่มาถึงเวลาที่จะเขียนบทความคราวนี้ ผมคิดว่าน่าจะอธิบายอะไรบางอย่าง เพื่อให้ท่านผู้อ่าน เข้าใจเสียก่อน เพราะมิฉะนั้นแล้ว ก็จะเกิดการเข้าใจผิด และถูกโจมตี โดยที่ผมไม่มีโอกาส ได้แก้ตัวอะไรเลย

ไฮโปไกลซีเมีย แปลว่า “นํ้าตาลในเลือดตํ่า” นํ้าตาลในที่นี้ ไม่ใช่นํ้าตาลหวาน หรือนํ้าตาลในขนม และของหวานต่างๆ นั่นคือ นํ้าตาลซูโครส ซึ่งก็คือนํ้าตาลขาว ที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้

ส่วนนํ้าตาลในเลือดของเราคือ นํ้าตาลกลูโคส ซึ่งหน้าที่ของมันก็คือ เป็นพลังงานสำคัญ ที่ช่วยให้เรา มีเรี่ยวมีแรง ทำงานทำการ และทำอะไรต่ออะไรได้

สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาการ นํ้าตาลในเลือดตํ่า ของผู้ที่เป็น เบาหวานนั้น เป็นคนละอย่าง กับนํ้าตาลในเลือดตํ่า ของผู้ป่วยทั่วๆ ไป

ขออธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ปกติเมื่อมีนํ้าตาลในเลือดสูง ตับอ่อน จะทำหน้าที่ ขับฮอร์โมน อินซูลินออกมา เพื่อบังคับให้อัตรานํ้าตาลในเลือด ลดลงมาในระดับปกติ แต่ในกรณี ของผู้ป่วย เป็นเบาหวาน ตับอ่อนขับอินซูลินออกมาได้น้อย หรือขับออกมาไม่ได้เลย เมื่อเป็นดังนี้ นํ้าตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวาน จึงสูงเกินอัตราปกติ อยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย หมดแรง ปัสสาวะบ่อย นํ้าหนักลด และจะมีอาการอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ปวดหัว มีอาการของหัวใจ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

วิธีแก้ ซึ่งที่จริงเป็นการบรรเทาอาการไม่ใช่การรักษา ก็คือ ให้ยากิน หรือให้ฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุม อัตรานํ้าตาลในเลือด ยากินหรืออินซูลินอย่างฉีดนี้ จะต้องให้อยู่เป็นประจำ และในบางครั้ง จะเป็นด้วยเหตุบังเอิญ หรืออย่างใดก็ตาม ยาที่กิน หรืออินซูลินที่ฉีดเข้าไป เกินขนาดมากเกินไป ผู้ป่วยก็จะมีอาการ ไฮโปไกลซีเมีย ซึ่งก็คือนํ้าตาลในเลือดตํ่า อาการของผู้ที่นํ้าตาลในเลือดตํ่า หรือไฮโปไกลซีเมีย จากการที่ยาคุมเบาหวาน เกินขนาดนี้ จะทำให้เกิดอาการ เพลียอย่างหนัก ปวดหัว เกิดอาการหิว จนจะเป็นลม ตาลายมืออ่อนเท้าอ่อน และถ้าอาการหนักมาก แก้ไขไม่ทัน ก็จะถึงขั้นโคม่า และถึงแก่ความตายได้

นั่นคืออาการไฮโปไกลซีเมียของผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ซึ่งต่างกันกับไฮโปไกลซีเมีย ของผู้ป่วยอื่นๆ ทั่วไป ความสำคัญของผู้ป่วยทั่วๆ ไป ก็คือเขาไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่เขามีอาการ ของนํ้าตาลในเลือดตํ่า เหมือนคน เป็นเบาหวาน

ตรงนี้แหละครับที่เกิดการเข้าใจผิดขึ้นระหว่างแพทย์ที่รักษาเบาหวานหลายคน ที่กล่าวหาว่า มีหมอเถื่อนคนหนึ่ง ตั้งตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในการรักษาโรคเบาหวาน และหมอเถื่อน ที่ถูกกล่าวหา คนนั้น ก็คือผมนั่นเอง

ก็หวังว่าความเข้าใจผิดเช่นนั้น คงจะกลายเป็นความเข้าใจถูกขึ้นบ้างนะครับ สำหรับคำอธิบายสั้นๆ ของผมคราวนี้

อันที่จริง ความเข้าใจผิดแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในเมืองไทยนี้เท่านั้น ในอเมริกา ก็มีการเข้าใจผิด แบบเดียวกัน และ มีการโจมตีแบบหนักหนา สาหัสเหมือนกันว่า โรคไฮโปไกลซีเมีย แบบชาวบ้าน ที่มีแพทย์บางคนพูดกันนั้น เป็นเรื่องยกเมฆทั้งเพ

เมื่อประมาณเกือบ 80 ปีที่แล้วมาก็คงทราบกันอยู่แล้วว่า อเมริกาได้เป็นมหาประเทศ มานานแล้ว และระบบชีวิต ของคนในประเทศรํ่ารวยครั้งนั้น มาจนบัดนี้ ก็คือชีวิต ของคนสมัยใหม่ กินอาหาร ฟาสต์ฟู้ด หรือ จานด่วน ดื่มนํ้าอัดลม ใช้ชีวิตอยู่ในออฟฟิศ หรือ สำนักงาน ตั้งแต่เช้าจดคํ่า ชีวิตเต็มไปด้วย ความรีบร้อน และเร่งรีบตลอดเวลา

โรคไฮโปไกลซีเมีย จึงเกิดขึ้นกับคนในเมืองใหญ่ๆ และในเมืองหลวง ในสมัยนั้น ยังไม่มีใครรู้จัก โรคแบบนี้ เป็นแต่สงสัยว่า อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น คือโรคอะไร และจะรักษา ได้อย่างไรเท่านั้น

อาการสำคัญๆ ของโรคสมัยใหม่ของคนเมืองใหญ่ขณะนั้นก็คือ เหนื่อยเพลีย จนแทบจะเป็นลม ปวดหัว คลื่นไส้ นอนไม่หลับ เหงื่อโชกทั้งตัว เวลานอน ปวดเนื้อปวดตัว มือไม้สั่น และ อาการอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ความลึกลับของโรคสมัยใหม่ของคนสมัยใหม่นั้นก็คือ เมื่อไปหาแพทย์ตรวจแล้ว ตรวจอีก ผลออกมา ก็จะเป็นว่า ผู้ป่วยร่างกายสมบูรณ์ ไม่มีอะไรผิดปกติ และอาการที่เป็นนั้น ก็หาสาเหตุไม่ได้ และ รักษาก็ไม่ได้ด้วย

โรคเหล่านี้ผู้ป่วยที่มาหาแพทย์ แรกๆ ก็จะมีเพียงคนสองคน แต่เมื่อแพทย์หาสาเหตุไม่ได้ว่า เพราะอะไร โรคนี้ก็ดูจะกลายเป็น โรคลึกลับ โดยเหตุที่เป็นโรคลึกลับ ก็เลยพูดกันมาก และบอกต่อๆไป มากยิ่งขึ้น ผลที่สุด ปรากฏว่า โรคลึกลับนี้ มีคนไข้ที่ป่วย มีอาการเหมือนกัน มากมายเหลือเกิน เป็นกัน เกือบจะหมดทั้งเมือง ก็ว่าได้

แต่โรคนี้ก็ยังเป็นโรคลึกลับกันอยู่ ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเรียกโรคนี้กันว่า โรคอะไรกันแน่ เมื่อคนไข้ มาหาแพทย์ ก็มักจะถูกกล่าวหาว่า คนไข้เป็นโรคอุปาทานบ้าง เป็นโรคจิตบ้าง

จนกระทั่งมีหมอคนหนึ่งป่วยเป็นโรคลึกลับนี้เสียเอง หมอคนนี้ชื่อนายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ ซึ่งเป็นแพทย์ ประจำโรงพยาบาล ที่แทมปา ฟลอริดา และได้ป่วยเป็นโรคลึกลับ เช่นนี้มาเป็นเวลา กว่าสิบปี เขาไม่รู้ว่า เขาป่วยเป็นอะไร รู้แต่ว่าร่างกายและจิตใจเขา กำลังเลวลงๆ อ่อนเพลีย ระโหย ไม่มีแรง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ปวดเนื้อ ปวดตัว มือไม้สั่นตลอดเวลา

เขาไปหาเพื่อนซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายคน เพื่อนเขาบอกว่า เขาไม่เป็นอะไร แต่การป่วยของเขา ก็ยังปรากฏ อาการอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ขอให้เขาลาออก เพราะการเป็นแพทย์ ซึ่งป่วยอยู่ตลอดเวลานี้ คงเป็นอันตราย ต่อการรักษาคนไข้อื่นๆ แน่นอน

เขายังไม่หยุดยั้งในการแสวงหาแพทย์ ซึ่งจะช่วยเขาได้ ผลสุดท้าย ได้รักษากับแพทย์ถึง 14 คน แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ไปหาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดอีก 3 คน ก็ไม่ได้ผลอีกเช่นกัน

และกับผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เอง นายแพทย์ไกแลนด์ได้เคี่ยวเข็ญว่า อย่างน้อยที่สุด จะต้องระบุ ชื่อโรคออกมา ให้ได้ว่า เขาเป็นโรคอะไรกันแน่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็หมดปัญญา เลยบอกว่า อาจจะเป็นได้ถึง 4 โรค ให้เขาเลือกเอาเอง ก็แล้วกันว่า จะเลือกเป็นโรคอะไร

โรค 4 โรค นั้นคือ 1. โรคประสาท (NEUROSIS) 2. เนื้องอกในสมอง (BRAIN TUMOR) 3. เบาหวาน และ 4. เส้นเลือดในสมองตีบ (CEREBRAL ARTERIOSCLEROSIS)

นายแพทย์ไกแลนด์ก็เลยเกิดอาการเป็นงง เพราะเขาเชื่อแน่นอนว่า เขาไม่ได้เป็นโรคใด โรคหนึ่ง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้เขาเลือกเลย

แล้วเขาก็บังเอิญมาค้นคว้าพบรายงานของแพทย์ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์ของเขาเอง รายงานนี้ ทำให้เขารู้สึก เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เพราะเขาได้รู้จัก เป็นครั้งแรก หลังจากที่ตกนรก มาถึงสิบกว่าปี ว่าเขาป่วยเป็นโรค HYPOGLYCEMIA นํ้าตาลในเลือดตํ่า

เรื่องของนายแพทย์ไกแลนด์ และอาจารย์นายแพทย์ที่ค้นพบโรคนี้ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก เพื่อไม่ให้เป็นเรื่องน่าเบื่อ จนเกินไป ผมจะเขียนสลับเป็นตอนๆ ไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ ขอจบด้วยเรื่อง ของคนไข้คนหนึ่ง ซึ่งสามารถรักษาโรค ไฮโปไกลซีเมียของเธอ ด้วยวิธีง่ายๆ

นางสาวซินดี บี ได้พบว่าเธอเป็นลมหน้ามืดบ่อยๆ และจะเป็นโดย ไม่มีอาการล่วงหน้า เธอนึกว่า เธอคงไม่เป็นไร ก่อนหน้านั้น เธอเคยไปหาแพทย์ประจำตัว เมื่อเธอรู้สึกเพลียไม่มีแรง แพทย์ประจำตัว ของเธอ บอกให้เธอกิน ขนมหวาน ประเภททอฟฟี่ หรือ ช็อกโกแลตแท่ง หรือ แคนดี้บาร์บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาเธอเพลียๆ เธอจึงคิดว่า เวลาเธอหน้ามืด อาจจะเป็นเพราะ เธอลืมกินขนมหวาน จึงพกขนมหวาน ติดตัวไว้กิน ตลอดเวลา

แต่อยู่ๆเธอก็หน้ามืดอีก 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะตอนไปตลาดซุปเปอร์มาร์เกต เธอกลับมาบ้าน ก็โทรศัพท์ทางไกล ไปหาคุณแม่ของเธอ ในนิวยอร์ก

คุณแม่ของเธอเคยป่วยแบบนี้มาแล้ว และเคยรักษากับนายแพทย์คาลตัน เฟรดเดอริค ผู้เชี่ยวชาญ ด้านไฮโปไกลซีเมียมาแล้ว คุณแม่ของเธอ ส่งรายการการรักษา และปฏิบัติตัวมาให้ ขั้นแรก คุณแม่ของเธอ สั่งให้งดกินขนม ตามที่แพทย์ประจำตัวของเธอสั่ง โดยเด็ดขาด ขั้นต่อไป ให้กินอาหาร ตามสูตร ออร์แกนิคคาร์โบ-ไฮโปรตีน และให้กินอาหารมื้อย่อยๆ อย่างน้อยวันละ 5 มื้อ และข้อสำคัญ ให้งดของหวาน เด็ดขาด

ซินดี้ บี เคร่งครัดเรื่องสูตรอาหารและปฏิบัติตามคุณแม่ของเธอบอก ชั่วเวลาเพียงเดือนเดียว อาการต่างๆ ของเธอหายขาด

(คนไข้รายนี้อยู่ในรายงานหนังสือของนายแพทย์คาลตัน เฟรดเดอริค และเฮอร์แมน กู้ดแมน ในหนังสือ ชื่อ “LOWBLOOD SUGAR AND YOU”)

ไทยรัฐ ๙ มิ.ย. ๔๕ ชีวจิต